มะเร็งเต้านม อาการเป็นอย่างไร วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเองทำอย่างไร

มะเร็งเต้านม ตรวจเต้านม อาหาร

“มะเร็งเต้านม” เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของผู้หญิงไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น การที่ผู้ป่วยสามารถตรวจหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เริ่มต้นจะทำให้การรักษาได้ผลดีและมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่มาพบแพทย์เมื่อมีอาการในระยะของโรคที่เป็นมากและรุนแรงแล้ว

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมีด้วยกันถึง 3 วิธี นั่นก็คือ

  1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast selfexam)
  2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ (Clinical breastexam)
  3. การตรวจด้วยการเอกซเรย์เต้านม (Mammogram)

แต่วันนี้เราจะมาจะมาจะมาพูดถึงการตรวจเต้านมด้วยตนเอง

วิธีการตรวจเต้านมตนเอง เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่ทำได้ง่ายและสามารถปฎิบัติได้ด้วยตนเองคือ การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยพบว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ มักจะมีก้อนที่บริเวณเต้านม มีการดึงรั้งของผิวหนัง บริเวณผิวหนังมีอาการบวมแดง มีเส้นเลือดเพิ่มขึ้น ผิวไม่เรียบมีลักษณะขรุขระเหมือนผิวส้ม หัวนมมีลักษณะบุ๋ม หรือมีน้ำหรือเลือดไหลออกมาจากหัวนม

ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเมื่อไร ?

การตรวจเต้านมด้วยตนเองควรทำเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง

การตรวจเต้านมด้วยตนเองควรทำเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงตั้งแต่มีประจำเดือน 7-10 วัน โดนเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนหรือช่วงที่รู้สึกว่าเนื้อเต้านมนิ่มลง เนื่องจากช่วงเวลานั้นเต้านมไม่ตึงตัวมาก สามารถคลำก้อนได้โดยง่าย

วิดีโอสาธิตการตรวจเต้านมด้วยตนเอง

ขอบคุณข้อมูลจากพยาบาล เนาวนิตย์ เสียมไหม

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง มีดังนี้

ขั้นตอนแรกของการตรวจเต้านมด้วยตนเองคือ การสังเกตความผิดปกติจากการดูลักษณะภายนอกของเต้านม การตรวจควรทำ 2 ท่า คือในท่ายืนหรือนั่ง และท่านอน

ท่ายืนหรือนั่ง 

1.ยืนหรือนั่งหน้ากระจก ท่าแรก ยืนตรงชูแขนขึ้นเหนือศรีษะ ท่าที่ 2 ยืนตรงเท้าสะเอว

ขั้นตอนนี้ให้สังเกตด้วยตาเปล่าว่า หัวนมชี้ไปด้านไหน มีการยุบบุ๋ม หรือดึงรังของเต้านมหรือไม่ มีเลือดหรือน้ำไหลออกจากหัวนม (ถ้ามีเลือดออกมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม 1 ใน 5 หรือประมาณ 20%)

ยืนหรือนั่งหน้ากระจก มะเร็งเต้านม ตรวจเต้านมด้วยตนเอ

2.การคลำเต้านมตอนอาบน้ำ เป็นการตรวจที่ไม่ยุ่งยากสามารถทำได้ง่ายเพราะการสัมผัสเต้านม

ขณะมีฟองสบู่ที่ลื่นและเปียกเล็กน้อย ทำให้การเลื่อนนิ้วมือไปยังส่วนต่างๆทำได้ง่าย การตรวจแบบสัมผัสก็ยังคงทำหน้ากระจก ยืนตัวตรง ยกมือข้างที่ต้องการตรวจเต้านมขึ้นเหนือศรีษะ ใช้มือฝั่งตรงข้าม กำมือโดยใช้ นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง เลื่อนคลำตามแนวก้นหอย คลำตามแนวดิ่งและคลำตามแนวตามลูกศรออกจากหัวนมออกข้างนอก การตรวจด้วยการคลำเพื่อหาความผิดปกติของบริเวณผิวด้านนอกของเต้านมว่ามีลักษณะผิดปกติ ปวด บวม แดง หรือมีลักษณะขรุขระหรือไม่ และยังสามารถตรวจสอบความผิดปกติในชั้นในผิวหนังว่ามีก้อนที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่

มะเร็งเต้านม ตรวจเต้านมด้วยตนเอง การคลำเต้านมตอนอาบน้ำ

การตรวจเต้านมด้วยท่านอน 

การตรวจด่วยท่านอนควรใช้หมอนเตี้ยๆหรือม้วนผ้าหนุนไว้ใต้ไหล่ข้างที่จะตรวจ จะช่วยทำให้การตรวจทำได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น การตรวจให้ทำท่าเหมือนท่ายืนตอนอาบน้ำ ใช้มือฝั่งตรงข้าม คลำโดยใช้สามนิ้วและการวนนิ้วมือเหมือนการตรวจแบบท่ายืน ข้อดีของการตรวจแบบท่านอนคือสามารถคลำใต้รักแร้ และบริเวณเต้านมที่ใกล้รักแร้ได้ดี เพราะหากมีอาการผิดปกติของเต้านม ต่อมน้ำเหลืองข้างเดียวกันมักจะผิดปกติด้วย อาจจะมีขนาดโตขึ้น หรือมีอาการปวด บวมได้

การตรวจเต้านมด้วยท่านอน

การคลำเต้านม จะใช้ 3 นิ้ว คือนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง 

การคลำเต้านม จะใช้ 3 นิ้ว คือนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง 

แบบการกดออกเป็น 3 ระดับ คือ การกดแบบตื้น กดเบาๆให้รู้สึกถึงบริเวณใต้ผิวหนัง การกดแบบปานกลางให้รู้สึกถึงกึงกลางของเต้านมและระดับลึกถึงผนังหน้าอก

ทิศทางการคลำ

 1.การคลำแบบก้นหอย คือคลำวนหรือทวงเข็มนาฬิกาโดยมีหัวนมเป็นจุดศูนย์กลาง คลำวนออกไปข้างนอกจนหมดบริเวณเนื้อเต้านม

การคลำแบบก้นหอย มะเร็งเต้านม ตรวจเต้านมด้วยตนเอง

2.การคลำแบบแนวดิ่ง เป็นการคลำขึ้นลง จากกระดูกไหปลาร้า จนถึงฐานเต้านม จากด้านนอกเข้าด้านในจนหมดบริเวณเนื้อเต้านมข้างนั้นๆ

การคลำแบบแนวดิ่ง

3.การคลำในแนวรูปลิ่ม เป็นการคลำตามทิศรัศมี เป็นแนวเส้นตรง ให้คลำจากด้านในหัวนมออกด้านนอกจนครบรอบเนื้อเต้านม 

มะเร็งเต้านม ตรวจเต้านมด้วยตนเอง การคลำในแนวรูปลิ่ม (wedge)

ลักษณะ อาการ ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติว่าควรไปพบแพทย์

หากคุณตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยทันที

  • เมื่อสังเกตเห็นว่าลักษณะผิวของเต้านมและหัวนมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น หัวนมมีสีแดง มีรอยบุ๋ม รอยถลอก รอยย่น ตกสะเก็ด เป็นต้น
  • คลำพบเนื้อก้อนแข็งใต้ผิวหนัง
  • เต้านมทั้ง 2 ข้างมีรูปร่างแตกต่างกันอย่างชัดเจน
  • มีเลือดหรือของเหลวไหลออกมาจากหัวนม 

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

  • ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่น้ำหนักตัวค่อนข้างเยอะ
  • เครือญาติมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่สูบบุหรี่
  • ผู้ที่ไม่ค่อยได้มีการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีมีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นอาหารที่กี่ยวข้องกับฮอร์โมน จึงอาจเป็นสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมได้
  • ทานยาคุมกำเนิดและใช้ฮอร์โมน  แต่จากการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ แต่ในสัดส่วนที่เล็กน้อย แต่หากหยุดใช้ยาเกิน 10 ปี ไปแล้วนั้น ความเสี่ยงนี้ก็จะหมดไป

การป้องกันมะเร็งเต้านม

  • หมั่นตรวจเต้านมทุกเดือน
  • เรียนรู้ประวัติทางการแพทย์ของครอบครัว ว่ามีประวัติญาติเป็นมะเร็งหรือไม่ รวมไปถึงญาติฝั่งพ่อด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับรังสี (radiation)โดยไม่จําเป็น
  • ให้ความสําคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นอันดับแรก 

สามารถพบมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้หรือไม่?

คำตอบคือได้ แต่มีพบมะเร็งเต้านมในผู้ชายไม่บ่อยนัก โดยมีเปอร์เซ็นการพบโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้น้อยกว่าผู้หญิงถึงเกือบ 100 เท่า

วิธีการรักษามะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน มีดังนี้

    • การรักษาโดยการผ่าตัด : ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 2 วิธี ได้แก่ การตัดเต้านมออกทั้งเต้า และการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
    • การรักษาโดยการฉายแสงรังสีเพื่อทำการรักษา (Radiation Therapy) : ซึ่งจะมีผลข้างเคียงคือ อาการคลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยล้า อ่อนเพลียได้ง่าย แต่อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไป 
    • การรักษาโดยยาเคมีบำบัด หรือที่นิยมเรียกกันว่า การทำคีโม (Chemotherapy) : ซึ่งจะมีผลข้างเคียงคือ  ผมร่วง ท้องผูก ท้องเสีย ผิวหนังและ เล็บเปลี่ยนสี คลื่นไส้อาเจียน
    • การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน (Hormonal Therapy) : เป็นการให้ยาต้านฮอร์โมนเข้าไปแย่งที่กับตัวรับเอสโตรเจน (เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง) เพื่อตัดฮอร์โมนที่อาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตได้  ซึ่งจะมีผลข้างเคียงคือ อาการร้อน ๆ หนาว ๆ ช่องคลอดแห้ง
    • การรักษาโดยยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นการตรวจที่เป็นประโยชน์อย่างมาก หากฝึกฝนจนชำนาญ เพื่อให้ทราบถึงสภาพเต้านมของตนเองและเมื่อค้นพบความผิดปกติที่เปลี่ยนแปลงไปจะสามารถสังเกตได้โดยง่าย จะทำให้เราประเมินและตัดสินใจมาพบแพทย์และตรวจรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการรักษา ดังนั้นการทำการตรวจเต้านมด้วยตนเองควรทำอย่างถูกวิธีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ศูนย์ถันยเวชช์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ศูนย์ถันยเวชช์ฯ เชิญดาวน์โหลด QR Code “การตรวจเต้านมด้วยตนเอง” และ “คำแนะนำการตรวจแมมโมแกรม” (psu.ac.th)

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความน่าสนใจ