ทะแนะ ตอน เจตนาในการทำความผิดมีผลทางอาญา โทษหนักแค่ไหน? ไปดูกัน

เจตนาในการการทำความผิด กฎหมาย

รู้หรือไม่ว่า เจตนาในการการทำความผิด มีผลทางอาญา ?

บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อกระทำโดยเจตนา”  (มาตรา 59 ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499)  จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าความผิดทางอาญาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเจตนาซึ่งเป็นหลักแม่บท  แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดต่อไป  ก็จะพบว่า อาจมีปัญหาว่าอย่างไรจึงจะถือว่ามี  “เจตนา”   โดยคำว่า “เจตนา”นั้น  ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสยามให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ตั้งใจ จงใจ มุ่งหมาย   ซึ่ง ในบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ได้ให้คำนิยามไว้ว่า “การกระทำโดยเจตนา  ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกัน  ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น”  

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฉะนั้น การกระทำโดยเจตนาตามกฎหมายอาญา  จึงนอกจากจะต้อง “รู้สำนึก” ในการกระทำนั้นแล้ว  ยังต้องมีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ คือ

  1. มีการประสงค์ในผลของการกระทำนั้น  หรือ
  2. ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง

การรู้สำนึก  ก็น่าจะมีความหมายที่ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว  คือ  รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่  หรือน่าจะเปรียบได้กับคำว่ามีสติ  นั่นเอง   ส่วนจะต้องมีองค์ประกอบอีก 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่งข้อต้นก็คือ

  1. การประสงค์ต่อผล  ก็คือผู้กระทำต้องรู้ว่าตนเองกำลังกระทำอะไรอยู่ และผู้กระทำต้องรู้ว่าตนต้องการผลของการกระทำนั้นให้ออกมาหรือตามมาอย่างไร  เช่น  เจตนาฆ่าคนตาย  ก็ต้องหวังว่าผู้ทำถูกระทำจะต้องตาย   หรือถ้าในความผิดฐานลักทรัพย์ ก็ต้องหลังในทรัพย์สินที่ตนเองเอาไป  หรือเรียกได้ว่าสิ่งที่ต้องการคือการได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น  แต่ถ้าเป็นความผิดอาญาในกฎหมายอื่น  เช่น  ตามกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ ก็ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบทางอาญานี้ด้วย  คือผู้กระทำตั้งใจที่จะทำการละเมิดลิขสิทธิ์  และมุ่งประสงค์ที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น   

คำพิพากษาฎีกาที่ 13116/2558  การกระทำที่ประสงค์ต่อผลนั้น  มีความผิดบางอย่างที่ต้องการผลกับความผิดบางอย่างไม่ต้องมีผลปรากฏ ยกตัวอย่างเช่น  การฆ่าคน  ผลคือความตาย  การลักทรัพย์ผลคือการเอาทรัพย์ไป   แต่ในกรณีที่แจ้งความเท็จ  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137  เป็นความผิดที่ไม่ต้องการผล  แม้เจ้าพนักงานไม่เชื่อก็ถือเป็นความการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว  รวมทั้งการแจ้งความร้องทุกข์ทางไปรษณีย์ก็เช่นเดียวกัน  แม้จดหมายนั้นจะหายระหว่างทาง  ความผิดนั้นถือเป็นการพยายามกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จได้

  1. การเล็งเห็นผลของการกระทำ  จะเลยในคดีอาญาส่วนใหญ่มักจะแก้ตัวหรือให้การต่อศาลว่า “ไม่มีเจตนา” กระทำ  แต่บางครั้งไม่เป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างหรือให้การต่อศาล  และสิ่งหนึ่งที่จะเป็นเครื่องมือในการบ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ ก็คือการเล็งเห็นผลในการกระทำ  หรือในบางแห่งอาจจะใช้ภาษิตกฎหมายที่ว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” เป็นตัวบ่งชี้  แม้ว่าจำเลยจะกล่าวอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำ  แต่ถ้าการกระทำของจำเลยนั้นเป็นที่เห็นได้ว่าน่าจะหรือจะส่งให้เกิดผลลัพธ์เช่นนั้น   ก็ถือได้ว่าจำเลยหรือผู้กระทำมีเจตนาที่จะกระทำความผิด  เช่น จำเลยเอาปืนยิงไปที่ศีรษะของผู้ตาย  ก็ต้องถือว่าจำเลยเล็งเห็นได้ว่าการกระทำเช่นนั้น  จะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้  จึงจะอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่าย่อมไม่ได้  ซึ่งในกรณีเหล่านี้มีคำพิพากษาฎีกาได้ตัดสินเป็นบรรทัดฐานไว้หลายเรื่อง  เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1439/2510  การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังผู้ตายกับพวก  หลายนัด  ส่อเจตนาให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาผู้ตาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 2548/2544  จำเลยยืนอยู่บนสะพานใช้ก้อนหินขนาดน้ำหนักถึง 1 กิโลกรัม และครึ่งกิโลกรัม  จำนวนหลายก้อนทุ่มลงไปในหมู่คนจำนวนมากที่อยู่ในเรือ  ซึ่งมีพื้นที่จำกัดที่แล่นลอดใต้สะพาน  ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า  ก้อนหินอาจถูกศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย  อาจเป็นผลทำให้ถึงแก่ความตายได้  ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าคนตาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560  จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศ ครอบศีรษะผู้ตาย  แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณลำคอผู้ตาย  แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่า  เพราะถ้าจะเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายจริง  จำเลยก็คงเอามีดแทงหรือบีบคอผู้ตายให้ถึงแก่ความตายไปแล้ว  คงไม่ต้องลำบากหาถุงพลาสติกมาครอบศีรษะจำเลยนั้น  เห็นได้ว่าแม้จำเลยจะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย  คงเพียงแต่จะทำทรมานผู้ตายเท่านั้น  แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้การกระทำดังกล่าจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้  จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว  เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย  จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา

คำพิพากษาฎีกาที่ 171/2556  การที่จำเลยนำบุตรที่เพิ่งคลอดออกจากโรงพยาบาล  ซึ่งโดยปกติเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลย่อมใช้ผ้าขนหนูห่อพันตัวเด็กเพื่อป้องกันแสงแดดและมลภาวะทางอากาศ โดยเว้นส่วนหน้าไว้เพื่อให้เด็กหายใจให้อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องเอาตัดเด็กใส่ในกระเป๋าหิ้ว  โดยเอาผ้าขนหนูห่อปิดทั้งตัวปิดทับด้วยเสื้ออีกชั้น  แล้วรูดซิบกระเป๋าไว้  ทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปในกระเป๋า  ซ้ำเอาแผ่นพลาสเตอร์ปิดบริเวณปากและจมูก  ย่อมเป็นเจตนาว่าประสงค์จะให้เด็กตาย  เมื่อเด็กไม่ตายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

นอกจากที่กล่าวว่าการกระทำความผิดอาญาจะต้องรู้สำนึกในการกระทำ  ต้องประสงค์ต่อผล  หรือเล็งเห็นผลในการกระทำนั้นแล้ว กฎหมายยังเอาผิดต่อการกระทำซึ่งบางครั้งขาดเจตนา  เช่น การกระทำโดยประมาท  แต่การกระทำโดยประมาทต้องเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยว่าการกระทำโดยประมาทนั้นเป็นความผิด  แต่ถ้ากฎหมายมิได้ระบุว่าการกระทำโดยประมาทนั้นไม่เป็นความผิดอาญา  ผู้เสียหายก็อาจจะต้องไปเรียกร้องเอาทางแพ่ง ในฐานละเมิด  ซึ่งอาจจะใช้คำว่า “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”  ส่วนความประมาทที่เป็นความผิดทางอาญานั้น  ก็ได้แก่  ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยประมาท  (“ผู้ในกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  …….” มาตรา 291 ประมวลกฎหมายอาญา)

ยิ่งไปกว่านั้น  ยังมีความผิดอาญาที่ไม่ต้องการเจตนา  กล่าวคือจะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็มีความผิดเช่นกัน  เช่น  ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิด ในมาตรา 290 ประมวลกฎหมายอาญาว่า  “ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า  แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย …….”   หรือความผิดในเรื่องลหุโทษก็มีหลายมาตราที่ไม่ต้องการเจตนากระทำก็ถือเป็นความผิด เช่น

มาตรา   367 ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่  เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายไม่ยอมบอก  หรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

มาตรา   371 ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง  หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ  โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร  หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ  การรื่นเริง  หรือการอื่นใด  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทและให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบอาวุธนั้น

มาตรา   379 ผู้ใดชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน  หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา   388 ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล  โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่ายการหรือกระทำการลามกอย่างอื่น  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

ในความผิดอาญาตามกฎหมายอื่นเช่น  พระราชบัญญัติการจราจร  การจอดรถในที่ห้ามจอด  หรือขับรถย้อนศร  ก็เป็นความผิดอาญาที่ตำรวจจะสามารถลงโทษได้แล้ว ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม  ในบางครั้งแม้ว่าจะเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา  แต่กฎหมายไม่ถือเป็นความผิดหรือไม่ลงโทษก็ได้ เช่น

การกระทำโดยจำเป็น ตาม “มาตรา 67 ซึ่งบัญญัติว่า  ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น

(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ  หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้  หรือ 

(2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง  และไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้  เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน

ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว  ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”

มีข้อสังเกตว่ากฎหมายบัญญัติให้ไม่ต้องรับโทษเท่านั้น  มิได้ระบุว่าไม่เป็นความผิด  จึงยังถือว่าผู้นั้นยังคงกระทำผิดอยู่

การกระทำโดย ป้องกัน

การกระทำโดย ป้องกัน ตาม  “มาตรา 68  ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย  และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ  การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  ผู้นั้นไม่มีความผิด”

มีข้อสังเกตว่า  การจะเป็นการป้องกันตามกฎหมายนั้นจะต้องเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด  เช่น เป็นการป้องกันสิทธิของตนเองให้พ้นจากภยันตราย  ฯลฯ  มิฉะนั้นไม่ถือเป็นการป้องกัน  และในมาตรานี้กฎหมายบัญญัติให้  ไม่มีความผิด  ซึ่งต่างกับมาตรา 67 ในเรื่องการกระทำโดยจำเป็นที่กล่าวข้างต้น  ซึ่งกฎหมายถือว่ายังเป็นความผิดอยู่เพียงแต่ไม่ต้องรับโทษ

การกระทำโดย  บันดาลโทสะ 

การกระทำโดย  บันดาลโทสะ  ตาม “มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม  จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น  ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”

ข้อสังเกตในกรณีนี้ก็เช่นกัน  การจะถือเป็นการบันดาลโทสะตามกฎหมายได้ต้องเข้าองค์ประกอบตามที่กำหนด  เช่น ต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง  และไม่เป็นธรรม  ทั้งกระทำในขณะนั้น  ฯลฯ  จึงจะเข้าองค์ประกอบของกฎหมาย  แต่ในกรณีกฎหมายยังถือเป็นความผิดอยู่  และยังต้องรับโทษด้วย  โอยให้ศาลลดโทษลงเพียงใดก็ได้

อีกกรณีหนึ่งที่กฎหมายถือว่าไม่ต้องรับโทษทางอาญา คือ กรณีของเด็ก  ซึ่งกฎหมายกำหนดอายุไว้เพียงไม่เกิน 10 ปี  ตาม มาตรา 73  ซึ่งบัญญัติว่า “เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี  กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ”

อนึ่ง การกระทำโดยขาดสติ  แม้ว่าในบางครั้งที่กระทำ  ผู้กระทำจะไม่มีสติสัมปชัญญะ เท่าที่ควร  กฎหมายก็ไม่ละเว้นโทษให้และยังถือเป็นความผิดโดยเตนาอยู่  เช่น  ในมาตรา 66 ซึ่งบัญญัติว่า “ความมึนเมาเพราะเสพย์สุราหรือสิ่งเมาอย่างอื่นจะนำขึ้นเป็นข้อแก้ตัวตามมาตรา 65 ไม่ได้  เว้นแต่ความมึนเมานั้นจะได้เกิดโดยผู้เสพไม่รู้ว่า สิ่งนั้นจะทำให้มึนเมา  หรือได้เสพโดยถูกขืนใจให้เสพ  และได้กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ  หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้  ผู้กระทำความผิดจึงจะได้รับยกเว้นโทษสำหรับความผิดนั้น  แต่ถ้าผู้นั้นยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง  หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง  ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”   จึงเห็นได้ว่าการดื่มสุราย้อมใจก่อนกระทำความผิดนั้นไม่สามารถหลดหย่อยผ่อนโทษได้

ก่อนจะจบเรื่องในวันนี้  ผู้เขียนของตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้  ในทางอาญาตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา  กฎหมายใช้คำว่า  “เจตนา”  กับ “ประมาท” แต่ในทางแพ่ง  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้คำว่า  “จงใจหรือประมาทเลินเล่อ”  (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดี  แก่ร่างกายก็ดี  เสรีภาพก็ดี  ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี  ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

สวัสดีครับ

ทะแนะ

บทความที่น่าสนใจ