ดูหมิ่นซึ่งหน้า VS คำด่าหยาบคาย แบบไหนเจอโทษหนัก? จากคำพิพากษาของศาลฎีกา 

การดูหมิ่น

การดูหมิ่นซึ่งหน้า  หมายถึงอะไร  ทำไมถึงเป็นความผิดตามกฎหมายด้วย และมีลักษณะอย่างเดียวกันกับการหมิ่นประมาทหรือไม่  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วยังมีประชาชนอีกหลายคนเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน  คำว่า “ ดูหมิ่นซึ่งหน้า ” มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งจะหมายถึงอะไรนั้น อาจพอทำความเข้าใจได้จากคำพิพากษาฎีกา เรื่อง การดูหมิ่น ดังต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552 การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอายการวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไร เป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “ตอแหล” ว่า เป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหาย จึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393

บทความที่เกี่ยวข้อง

การดูหมิ่นซึ่งหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1442/2495 ด่าเขาว่า “อีร้อย(ตามด้วยคำลามก) อีดอกทอง ” เป็นเพียงคำด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย มิใช่เรื่องใส่ความ จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งหน้าตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 335(2) (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า)  แต่ถ้อยคำที่กล่าวตอนต่อจากนั้นว่า ” มันเ-็ดกันทั่วเมือง ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้น เ-็ดกันรอบบ้านเ-็ดกับยี่เก ฯลฯ” เหล่านี้มิใช่เป็นคำด่าว่ากันด้วยถ้วยคำหยาบคายธรรมดา แต่เป็นถ้อยคำที่ผู้ด่ากล่าวยืนยันให้เห็นว่าผู้ถูกด่าเป็นหญิงไม่ดี เที่ยวร่วมประเวณีกับคนทั่วไป โดยไม่เลือกสถานที่ จึงเป็นถ้อยคำที่ทำให้ผู้ถูกด่าเสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้ผู้อื่นดูหมิ่น เกลียดชังได้จึงเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 282 มิใช่เรื่องประมาทซึ่งหน้า  (เท่ากับคดีนี้จำเลยกระผิดถึงสองฐาน  คือ ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และฐานหมิ่นประมาท  ซึ่งทั้งสองฐานต่างกันอย่างไรจะได้กล่าวต่อไป)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2521  จำเลยถ่มน้ำลายไปทางผู้เสียหาย และด่าผู้เสียหายว่า “พวกอีดอกดำ” คำว่าอีดอกเป็นถ้อยคำหยาบคาย  สามัญชนฟังแล้วเข้าใจได้ชัดเจนอยู่ในตัว  ว่าผู้ถูกด่าเป็นหญิงไม่ดี  จำเลยจึงมีความผิดซานดูหมิ่นซึ่งหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2525   คำว่า “มารศาสนา” ตามพจนานุกรมหมายถึง  บุคคลผู้มีใจบาปหยาบช้าคอยกีดกันไม่ให้ผู้อื่นทำบุญ  และกีดกันบุญกุศลที่จะมาถึงตน  ซึ่งเป็นบุคคลประเภทที่สาธารณชนย่อมรังเกียจที่จะคบหาสมาคมด้วย  จำเลยพูดว่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำดังกล่าวต่อหน้าผู้เสียหาย  จึงมีความผิดฐานผู้หมิ่นซึ่งหน้า  โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบอธิบายความหมายอีก  เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  10/2527   จำเลยว่าโจทก์ว่า “พระหน้าผี  พระหน้าเปร_  ไปฟ้องกู  กูไม่กลัว”  โจทก์เป็นพระภิกษุซึ่งเป็นบุคคลที่ประชาชนทั่วไปถือว่าควรเคารพ  การที่จำเลยว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดังกล่าว  จึงเป็นการดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้า

คำหมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2538  หลังจากประธานที่ประชุมกล่าวเปิดประชุมแล้ว  จำเลยได้พูดในที่ประชุมซึ่งมีโจทก์และบุคคลอื่นรวมแล้วประมาณ 30 คน เข้าร่วมประชุมว่า “ผมข้องใจว่าไอ้ผู้อำนวยการกองอุทธรณ์มันมานั่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ อ.ก.พ. นี้ได้อย่างไร  ผมไม่เคยเสนอชื่อมัน” เมื่อประธานในที่ประชุมได้ชี้แจงให้ทราบแล้ว  จำเลยได้พูดขึ้นอีกว่า “ไอ้ระยำ มันไปล็อบบี้มาเพื่อจะมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการเพื่อเอาเบี้ยประชุมไปกินเปล่าๆ”  และจำเลยยังพูดอีกว่า “ไอ้เบื๊อก  ไอ้ตัวแสบ  มันแส่เข้ามานั่งหาอาวุธด้ามยาวอะไรในที่นี้” เพราะไม่พอใจโจทก์  แม้จำเลยจะชี้หน้าหรือไม่ชี้หน้าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ  เมื่อผู้อำนวยการกองอุทธรณ์และร้องทุกข์มีเพียงตำแหน่งเดียวคือโจทก์  จะเลยย่อมมีความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 และฐานกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2548  จำเลยด่าผู้เสียหายว่า “อีเหี้_  อีสั_  อีควา_  มึงคิดว่าเมียกูกินเงินไปหรือไง” พร้อมทั้งชี้มือไปทางผู้เสียหาย  เช่นนี้  ถ้อยคำดังกล่าวนอกจากจะเป็นคำหยาบคายแล้ว  ยังมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบผู้เสียหายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน  สัตว์สี่เท้า และกล่าวหาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายอ้างว่าภริยาของจำเลยเอาเงินของกลุ่มแม่บ้านไปใช้เป็นการส่วนตัว  ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็น การดูหมิ่น ผู้เสียหาย  จำเลยจึงมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่   7572/2542  การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำต่อโจทก์ร่วมว่า “มึงเข้าไปในที่ของกูได้อย่างไร  กูจะแจ้งข้อหาบุกรุก  มึงเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร  ไม่รู้กฎหมาย  ไม่รู้หน้าที่  ได้หน้าโง่  มึงต้องเจอกับกูแน่ที่ศาล”  นั้น  เห็นได้ว่าสรรพนามที่จำเลยใช้แทนตัวจำเลยและโจทก์ร่วมว่า กูและมึงนั้น  เป็นเพียงถ้อยคำไม่สุภาพ  ส่วนถ้อยคำในทำนองว่า  โจทก์ร่วมเป็นผู้ใหญ่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่  ไม่รู้กฎหมายและจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับโจทก์ร่วมนั้น  เป็นเพียงถ้อยคำต่อว่าโจทก์ร่วมที่เข้าไปในที่ดินของพ่อตาจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต  และแสดงเจตนาที่จะดำเนินคดีกับโจทก์ร่วมเท่านั้น  ไม่ใช่ถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยามโจทก์ร่วม  แต่ที่จำเลยว่าโจทก์ร่วมว่า “ไอ้หน้าโง่” นั้นถ้อยคำดังกล่าวแสดงอยู่ในตัวถึงการหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ร่วม  แม้จะเป็นการกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นโจทก์ร่วมในขณะที่จำเลยและโจทก์ร่วมทะเลาะกันก็ต้องถือว่าจำเลยกล่าว โดยมีเจตนาดูหมิ่นโจทก์ร่วม  หาใช่ว่าการกล่าวในขณะทะเลาะกันจะถือว่าจำเลยมิได้มีเจตนาดูหมิ่นอันจักเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดไม่  จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า

ความผิดหมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2551  การดูหมิ่นผู้อื่นอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกล่าวถึง หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว ไม่ต้องถึงกับเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326

ตามพจนานุกรมให้หมายความคำว่า “เฮงซวย” ว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คุณภาพต่ำ ไม่ดี ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยพูดใส่ผู้เสียหายด้วยความไม่พอใจว่า “ไอ้ทนายเฮงซวย” จึงเป็นถ้อยคำที่จำเลยด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นทนายความเฮงซวย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกล่าววาจาดูหมิ่นนายครามผู้เสียหาย ซึ่งหน้าว่า “เสร็จเรื่องนี้แล้วไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก ไอ้ทนายเฮงซวย” ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 และนับโทษต่อจากคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ลงโทษปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า “เสร็จเรื่องนี้แล้วไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก ไอ้ทนายเฮงซวย” นั้น เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จะวินิจฉัยว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูหมิ่นหรือไม่ต้องพิจารณาตามความหมายของคำตามความรู้สึกของบุคคลทั่วไปว่าทำให้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชังผู้ที่ถูกกล่าวหรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแต่เพียงความหมายของคำตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เท่านั้น ซึ่งจำเลยเห็นว่าคำพูดว่า “ไอ้ทนายเฮงซวย” ตามความรู้สึกของบุคคลทั่วไปไม่ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังแต่อย่างใด คำพูดของจำเลยจึงไม่เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย นั้น เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึง หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าว หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว ไม่ต้องถึงกับเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังดังจำเลยฎีกา ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 คดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยกล่าวต่อผู้เสียหายว่า “เสร็จเรื่องนี้แล้วไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก ไอ้ทนายเฮงซวย” เนื่องจากความไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ทนายความของผู้เสียหาย โดยกล่าวในขณะที่มีเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งไปตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาและพี่น้องของจำเลยซึ่งผู้เสียหายรับเป็นทนายความอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อตามพจนานุกรมให้หมายความคำว่า “เฮงซวย” ว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คุณภาพต่ำ ไม่ดี ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยพูดใส่ผู้เสียหายด้วยความไม่พอใจว่า “ไอ้ทนายเฮงซวย” จึงเป็นถ้อยคำที่จำเลยด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นทนายความเฮงซวย ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาความหมายคำว่า “เฮงซวย” ตามพจนานุกรม และวินิจฉัยว่าถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเป็น การดูหมิ่น ผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 จึงชอบแล้ว”   พิพากษายืน

คำสั่งเลิกจ้าง การดูหมิ่นซึ่งหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2537   ตามคำสั่งเลิกจ้าง นายจ้างระบุในคำสั่งเลิกจ้างว่า ลูกจ้างจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอย่างร้ายแรงและกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างเท่านั้น เท่ากับนายจ้างประสงค์จะถือเอาเฉพาะเหตุที่ระบุในคำสั่งเลิกจ้างทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเหตุเลิกจ้าง ไม่ได้ถือเอาเหตุอื่นเป็นเหตุเลิกจ้างด้วย ดังนี้เมื่อนายจ้างถูกฟ้องก็ชอบที่จะยกเหตุตามที่ระบุในคำสั่งเลิกจ้างเป็นข้อต่อสู้ จะยกเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งเลิกจ้างเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ การที่นายจ้างยกเหตุว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายขึ้นต่อสู้ ศาลย่อมไม่รับวินิจฉัย นายจ้างมิได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามกำหนดเวลาซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญาและไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 29 ย่อมทำให้ลูกจ้างผิดหวังเกิดความรู้สึกไม่พอใจนายจ้าง และมายืนออกันอยู่ที่หน้าโรงงาน เมื่อเห็นนายจ้างขับรถผ่านมาลูกจ้างได้กล่าวถ้อยคำว่า “อีหัวล้าน” ต่อนายจ้างซึ่งกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อนายจ้างอันมีผลสืบเนื่องมาจากการที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ นอกจากถ้อยคำดังกล่าวแล้ว ลูกจ้างก็มิได้กล่าววาจาหรือแสดงกริยาอย่างอื่นใดประกอบอีก เพียงถ้อยคำซึ่งกล่าวด้วยอารมณ์ผิดหวังดังเช่นกรณีนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างในกรณีที่ร้ายแรง และถ้อยคำดังกล่าวเป็นเพียงถ้อยคำที่ไม่สุภาพไม่ถึงกับเป็นการดูหมิ่นนายจ้างซึ่งหน้า จึงมิใช่เป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีสาเหตุ จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์นับแต่วันที่เลิกจ้างจนถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงานหากไม่ปฏิบัติตามที่ขอ ให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้กล่าววาจาไม่สุภาพด่านางอิฐ เยาวพงศ์ศิริ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและนายจ้างของโจทก์ว่า “อีหัวล้าน” เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 และเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16เมษายน 2515 ข้อ 47(1)(2)(3) จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 27,744 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ด่านางอิฐว่าอีหัวล้าน เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าอันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างหรือไม่ เห็นว่า ถ้อยคำที่โจทก์ด่านางอิฐว่าอีหัวล้าน เป็นเพียงคำที่ไม่สุภาพ ไม่ถึงกับเป็นการดูหมิ่นนางอิฐ โจทก์จึงมิได้กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า การที่โจทก์ด่านางอิฐว่าอีหัวล้าน เป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47(2) นั้น เห็นว่า ตามคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เอกสารหมาย ล.3จำเลยระบุในคำสั่งเลิกจ้าง โจทก์ว่า โจทก์จงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯ อย่างร้ายแรงและกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างเท่านั้น เท่ากับจำเลยประสงค์จะถือเอาเฉพาะเหตุที่ระบุในคำสั่งเลิกจ้างทั้งสองประการดังกล่าวเป็นเหตุเลิกจ้าง ไม่ได้ถือเอาเหตุอื่นเป็นเหตุเลิกจ้างด้วย ดังนี้ เมื่อจำเลยถูกฟ้องก็ชอบที่จะยกเหตุตามที่ระบุในคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เป็นข้อต่อสู้จะยกเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งเลิกจ้างเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้จำเลยจึงยกเหตุว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์ด่านางอิฐว่าอีหัวล้านเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีที่ร้ายแรงนั้น เห็นว่า แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 71 จะกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างโต้เถียงหรือพูดจาประชดประชันหรือแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ หรือแสดงกริยาดูหมิ่นเหยียดหยามลูกค้า ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มาติดต่อหรือพนักงานด้วยกันเองก็ตาม แต่ตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้กำหนดว่าการฝ่าฝืนเป็นกรณีที่ร้ายแรงประการใด และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุดังกล่าวก็จะเห็นได้ว่า โจทก์และลูกจ้างอื่นประมาณ 40 คน ประสงค์จะได้รับค่าจ้างอันเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานของผู้มีอาชีพรับจ้างตามกำหนดเวลาเพื่อจะได้นำไปใช้จ่ายเลี้ยงดูชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้ตามกำหนดเวลาซึ่งถือได้ว่าเป็นการผิดสัญญาและไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 29 ย่อมทำให้โจทก์และลูกจ้างดังกล่าวผิดหวังเกิดความรู้สึกไม่พอใจจำเลย และมายืนออกันอยู่ที่หน้าโรงงานในขณะที่ยืนออกันอยู่นั้นเมื่อเห็นนางอิฐขับรถผ่านมาโจทก์ได้กล่าวถ้อยคำไม่สุภาพต่อนางอิฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อจำเลยอันมีผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ ทั้งโจทก์ก็กล่าวเพียงคำว่าอีหัวล้าน เท่านั้น มิได้กล่าววาจาหรือแสดงกริยาอย่างอื่นใดประกอบอีก เพียงถ้อยคำซึ่งกล่าวด้วยอารมณ์ผิดหวังดังเช่นกรณีของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)     พิพากษายืน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2874/2528  จำเลยต่อว่า  ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งกำลังขายข้าวแกง    ในที่สาธารณะสถานว่าไม่ล้างจานข้าว   ผู้เสียหายว่าไม่มีคนล้างจาน จำเลยจึง กล่าวว่า “สี่คนไม่ใช่คนหรือไง” ดังนี้ เป็นเพียงคำแดกดันหรือประชดประชันด้วยความไม่พอใจเท่านั้นไม่มีความหมายอันจะเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย ทั้งยังไม่พอถือว่าทำให้ผู้เสียหายได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ   ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. ม.393,397

(มาตรา 397 ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้ใดในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น  หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ”)

อนึ่ง การดูหมิ่นซึ่งหน้าต้องกระทำต่อหน้าผู้เสียหายหรือไม่  หรือจะเรียกว่าต้องด่ากันต่อหน้าจึงจะเป็นความผิด  เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า “ซึ่งหน้า”  ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “ซึ่งหน้า” หมายถึงอย่างไร จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการตีความว่าควรจะหมายถึงอย่างไรและเจตนารมย์ของกฎหมายต้องการอย่างไร  แต่ถ้าพิจารณาจากคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ผ่านมา  น่าจะพอสรุปได้ว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นการกระทำผิดต่อหน้าผู้เสียหาย และในขณะนั้นผู้เสียหายจะหันหน้ามาเผชิญหน้ากันหรือหันหลังให้ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สำคัญ เพียงแต่เมื่อผู้กระทำผิดได้กล่าววาจาดูหมิ่น  ผู้เสียหายสามารถรับทราบข้อความที่ดูหมิ่นนั้น ได้ในเวลาหรือในทันทีนั้น ก็ถือเป็นความผิดซึ่งหน้าแล้ว  ดังตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาดังต่อไปนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  19/2476  ช. ด่า น. ในขณะที่ น. อยู่ในห้อง  ไม่ได้อยู่ต่อหน้า มองไม่เห็นตัวกัน  ก็ถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  856-57/2502

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  856-57/2502  ผู้กระทำความผิดได้เดินพ้นไป 3 วาแล้วจึงด่า  และด่าให้ผู้เสียหายได้ยิน  ไม่ต้องหันหน้าเข้าหากัน  จะอยู่ข้าง ๆ หรือข้างหลัง ไม่สำคัญ ถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  259/2514  ดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ผู้ถูกดูหมิ่นไม่จำต้องอยู่ต่อหน้าผู้กล่าวดูหมิ่น ถ้าผู้กล่าวคำดูหมิ่นรู้อยู่ว่าผู้ที่ตนจะด่าดูหมิ่นอยู่ในบริเวณนั้นพอที่จะได้ยินคำด่าดูหมิ่นได้ ก็ย่อมเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตาม มาตรา 393 ได้

จำเลยด่าดูหมิ่นผู้เสียหายซึ่งอยู่ในสวนห่างออกไป 10 วา โดยจำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายแอบอยู่ในสวน เช่นนี้ ย่อมยังไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามมาตรา 393

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๑๐ เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจด่าดูหมิ่นนางดอกบัว ซึ่งหน้าว่า “อีหนู อีชาติหมาอีหมาเ-็ดแม่มัน” เหตุเกิดที่ตำบลกุดน้อย อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ ปรับ ๓๐๐ บาท บังคับค่าปรับตามมาตรา ๒๙, ๓๐

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยด่าผู้เสียหายตามฟ้อง แต่เห็นว่าขณะด่าผู้เสียหายอยู่ในสวน จำเลยไม่เห็นและไม่ทราบว่าผู้เสียหายอยู่ในสวนได้ยินเสียงที่จำเลยด่า จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้เสียหายได้ยิน การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษากลับ ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ ไม่จำเป็นต้องด่าต่อหน้าต่อตาผู้เสียหายแม้จำเลยจะไม่รู้ว่าผู้เสียหายอยู่ในบริเวณนั้น แต่คำด่าของจำเลยผู้เสียหายได้ยินก็ย่อมเป็นความผิดแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะรู้หรือไม่ว่าผู้เสียหายได้ยินหรือไม่ หรือประสงค์จะให้ผู้เสียหายได้ยินหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ดูหมิ่นซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ หมายถึงจำเลยดูหมิ่นโดยผู้เสียหายอยู่ในที่เกิดเหตุนั้นซึ่งอาจเป็นการอยู่ต่อหน้าหรือแม้ไม่ต่อหน้าก็ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายอยู่ตรงนั้นและจำเลยก็รู้ว่าผู้เสียหายอยู่แถวนั้นด้วย เช่น จำเลยรู้ว่าผู้เสียหายอยู่ในห้องน้ำจึงร้องด่าไป ก็เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าตามมาตรา ๓๙๓ แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๖-๘๕๗/๒๕๐๒ ที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวดูหมิ่นผู้เสียหาย เมื่อเดินพ้นไป ๓ วาเท่านั้นจึงเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าตามมาตรา ๓๙๓ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ดังที่โจทก์นำสืบมาว่าจำเลยได้ด่าดูหมิ่นนางดอกบัวผู้เสียหายและในขณะที่จำเลยด่าดูหมิ่นผู้เสียหายอยู่ห่างที่เกิดเหตุ ๑๐ วาอยู่ในสวนจำเลยไม่ทราบว่าผู้เสียหายแอบอยู่ในสวน ดังนั้น แม้จำเลยจะกล่าวดูหมิ่นผู้เสียหาย ก็หาใช่เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าตามมาตรา ๓๙๓ ไม่ดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖/๒๕๐๙ ระหว่างนายมะยม โจทก์ นางยี่โถ จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 256/2509  ความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ต้องเป็นการแสดงข้อความให้คนฟังคนเห็นเชื่อ จึงจะเกิดความรู้สึกเกลียดชัง ดูหมิ่น ขึ้นได้ จำเลยกล่าวว่าโจทก์เป็นผีปอบ เป็นชาติหมา ความรู้สึกนึกคิดของคนธรรมดาไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นไปได้ จึงไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือดูหมิ่นอย่างใด และข้อความใดจะเป็นการทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ต้องถือตามความคิดของบุคคลธรรมดาผู้ได้เห็นได้ฟัง คำกล่าวของจำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท

ความผิดฐานดูหมิ่น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ต้องเป็นกล่าวซึ่งหน้าตามมาตรา 393 โจทก์มิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ มิใช่กล่าวซึ่งหน้า จึงไม่ผิดฐานดูหมิ่น.

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจใส่ความโจทก์ต่อหน้าบุคคลที่สามโดยกล่าวต่อหน้าผู้มีชื่อหลายคนว่า “ปอบหมอลำบุญมีมาเข้า บักบุญมีเอย บักชาติหมา แม่กูไปเฮ็ดหยังมึงจึงมาเข้า บักคนชั่วมันเป็นผีปอบ อยู่บ่อนใด๋ก็กินคน อยู่บ่ได้ดอก ไปไล่ให้มันหนีเถอะ เอาไฟสุมบ้านมันเสีย อย่าให้มันอยู่ฮวมบ้าน” ที่จำเลยกล่าวเช่นนี้หมายถึงโจทก์เป็นผีกะ ความจริงโจทก์ไม่ได้เป็นผีกะ ซึ่งทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๒๖

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท ไม่เป็นผิดตามที่โจทก์ขอ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท ก็เป็นการดูหมิ่นโจทก์ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้นั้น คดีก็ได้ความว่า ขณะจำเลยกล่าวถ้อยคำนั้น โจทก์มิได้อยู่ ณ ที่เกิดเหตุด้วย ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นโจทก์ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ต้องเป็นการแสดงข้อความให้คนฟังเห็นเชื่อ จึงจะเกิดความรู้สึกเกลียดชัง ดูหมิ่นขึ้นได้ การที่จำเลยกล่าวให้คนฟังได้ยินว่า โจทก์เป็นผีปอบก็ดี เป็นชาติหมาก็ดี ความรู้สึกนึกคิดของคนธรรมดาไม่เชื่อว่าโจทก์เป็นเช่นนั้นไปได้ จึงไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือดูหมิ่นแต่อย่างใด ข้อที่โจทก์ฎีกายืนยันว่าเกิดความเสียหายแก่โจทก์นั้น ข้อความใดจะเป็นการทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังนั้น ต้องถือตามความคิดเห็นของบุคคลธรรมดาผู้ได้เห็นได้ฟัง มิใช่ถือเอาแต่ความรู้สึกของโจทก์ คำกล่าวของจำเลยจึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นนั้น ถ้าเป็นกล่าวด้วยวาจา ต้องเป็นการกล่าวซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ คดีนี้โจทก์มิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ มิใช่กล่าวซึ่งหน้า จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่น พิพากษายืน

จดหมาย มีข้อความหมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2516  จำเลยมีจดหมายซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาทส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงโจทก์โดยตรงไปยังสำนักงานโจทก์ แสดงเจตนาของจำเลยว่าจะให้โจทก์เท่านั้นทราบข้อความในจดหมายมิใช่เจตนาเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม แม้เสมียนของโจทก์ทราบข้อความจากจดหมายที่จำเลยส่งไปถึงตัวโจทก์นั้น ก็เป็นเรื่องนอกเหนือเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

จำเลยมีจดหมายถึงโจทก์ แม้ข้อความในจดหมายเป็นการดูหมิ่นแต่การที่จำเลยส่งจดหมายไปกว่าจะถึงโจทก์ก็ต่างวันเวลากันจึงไม่มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามความหมายในมาตรา 393ทั้งไม่ใช่เป็นการดูหมิ่นด้วยการโฆษณา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารโดยจำเลยได้มีจดหมายส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาถึงโจทก์ ณ สำนักงานของโจทก์เป็นข้อความหมิ่นประมาทด้วยเจตนาจะให้โจทก์ได้รับความดูถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศจากเสมียนผู้มีหน้าที่รับส่งโต้ตอบหนังสือประจำสำนักงาน ซึ่งได้ทราบข้อความจากเอกสารที่จำเลยส่งไปนั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๓๒๖, ๓๒๘, ๓๓๒(๒) และมาตรา ๓๙๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ไม่มีทางเป็นผิดตามมาตรา ๓๒๘ และไม่เป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามมาตรา ๓๙๓พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาต่อมา

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะเป็นความผิดตามมาตรา ๓๒๖ นั้นจะต้องได้ความว่าจำเลยได้ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม แต่ตามฟ้องของโจทก์กล่าวว่า จำเลยมีจดหมายส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาทถึงโจทก์ หาใช่จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามไม่ ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องข้อ ๔ ว่า จำเลยเจตนาจะให้โจทก์ได้รับความดูถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และได้รับความอับอายเสื่อมเสียชื่อเสียง และโจทก์ก็ได้รับความอับอายถูกดูถูก ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติยศ จากเสมียนทนายซึ่งได้ทราบข้อความจากเอกสารที่จำเลยส่งไปยังสำนักงานทนายความถึงตัวโจทก์นั้นเห็นว่าการที่จำเลยมีจดหมายลงทะเบียนถึงตัวโจทก์โดยตรง แสดงเจตนาของจำเลยว่าจะให้โจทก์เท่านั้นทราบข้อความในจดหมาย มิใช่เจตนาเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามการที่โจทก์บรรยายมาว่า เสมียนทนายทราบข้อความจากจดหมายที่จำเลยส่งไปถึงตัวโจทก์นั้น เป็นเรื่องนอกเหนือเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ และ ๓๒๘ดังที่โจทก์ฎีกา

ข้อที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ นั้น ปรากฏตามฟ้องโจทก์ว่า เมื่อวันที่ ๑๓มกราคม ๒๕๑๓ จำเลยมีจดหมายถึงโจทก์ โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม๒๕๑๓ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะฟังว่าข้อความในจดหมายเป็นการดูหมิ่นโจทก์แต่การที่จำเลยส่งจดหมายไปกว่าจะถึงโจทก์ก็ต่างวันเวลากัน ไม่มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้าตามความหมายในมาตรา ๓๙๓ ทั้งไม่ใช่เป็นการดูหมิ่นด้วยการโฆษณาดังที่โจทก์ฎีกา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว    พิพากษายืน

ดูหมิ่น หนังสือพิมพ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2519 ฟ้องว่า จำเลยลงข่าวในหนังสือพิมพ์ช่องสังคมอยุธยา โดยทิดแก้ว ว่า “วันก่อนเกินผ่านตลาดหัวรอได้ยินเสียเจ๊แต๋ว มาดามของคุณประสิทธิ์ มานะประเสริฐศักดิ์ บก. แหลมทอง ตะโกนลั่นกลางตลาดว่า ถ้าคนที่ชื่อสุชาติ บุญเกษม เดินผ่านหน้าร้านเมื่อไร จะถอดรองเท้าตบหน้าสักที เสียเท่าไหร่ก็ยอม จริงหรือเปล่าจ๊ะเจ๊ “ทิดแก้ว” กลัวจะไม่จริงดังปากว่าเท่านั้นแหละ แฮะ ๆ” ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ข้อความดังนี้เป็นข้อความดูหมิ่น เพราะทำให้ผู้เสียหายบังเกิดความอับอาย เป็นการดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 เป็นการอ้างบทมาตราที่ผิด ศาลลงโทษจำเลยตามมาตรา 393 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรค 4

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์แผ่นดินทอง หมิ่นประมาทใส่ความนายกันเกรา ต่อผู้อื่น โดยการโฆษณาลงข่าวในหนังสือพิมพ์ ช่องสังคมอยุธยา โดยทิดแก้ว ว่า “วันก่อนเกินผ่านตลาดหัวรอได้ยินเสียเจ๊แต๋ว มาดามคุณประสิทธิ์ มานะประเสริฐศักดิ์ บก. แหลมทอง ตะโกนลั่นกลางตลาดว่า ถ้าคนที่ชื่อสุชาติ บุญเกษม เดินผ่านหน้าร้านเมื่อไร จะถอดรองเท้าตบหน้าสักที เสียเท่าไหร่ก็ยอม จริงหรือเปล่าจ๊ะเจ๊ “ทิดแก้ว” กลัวจะไม่จริงดังปากว่าเท่านั้นแหละ แฮะ ๆ” เป็นการยุยงและประจานนายกันเกรา ทำให้นายกันเกรา เสียชื่อ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖,๓๒๘

นายกันเกรา ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยถอนคำให้การเดิม ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อความที่จำเลยโฆษณาเป็นเพียงคำหยาบ และคำกล่าวพยาบาท ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีนี้แล้ว คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณา หนังสือพิมพ์แผ่นดินทอง ได้โฆษณาลงข่าวในหนังสือพิมพ์แผ่นดินทอง ฉบับที่ ๒๓ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๑๗ ปีที่ ๑ หน้าที่ ๒ ช่องสังคมอยุธยา ว่า “วันก่อนเกินผ่านตลาดหัวรอได้ยินเสียงเจ๊แต๋ว มาดาของคุณประสิทธิ์ มานะประเสริฐศักดิ์ บก. แหลมทอง ตะโกนลั่นกลางตลาดว่า ถ้าคนที่ชื่อสุชาติ บุญเกษม เดินผ่านหน้าร้านเมื่อไร จะถอดรองเท้าตบหน้าสักที เสียเท่าไหร่ก็ยอม จริงหรือเปล่าจ๊ะเจ๊ “ทิดแก้ว” กลัวจะไม่จริงดังปากว่าเท่านั้นแหละ แฮะ ๆ” ข้อความดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นข้อความดูหมิ่นนายกันเกรา หรือโจทก์ร่วม เพราะเป็นข้อความที่ทำให้โจทก์ร่วมบังเกิดความอับอาย และเมื่อข้อความดังกล่าวนี้จำเลยเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งหลายในหนังสือพิมพ์จึงเป็นการดูหมิ่นโจทก์ร่วมด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ และถือว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษในฐานนี้ ซึ่งไม่ถึงกับเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖,๓๒๘ ข้อความดังนี้เป็นข้อความดูหมิ่น เพราะทำให้ผู้เสียหายบังเกิดความอับอาย เป็นการดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๙๓ เป็นการอ้างบทมาตราที่ผิด ศาลลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๙๓ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรค ๔

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ ให้ปรับ ๓๐๐บาท ถ้าไม่ชำระหนี้ค่าปรับให้บังคับตามมาตรา ๒๙,๓๐

การดูหมิ่นทางโทรศัพท์

การดูหมิ่น ทางโทรศัพท์

นอกจากนั้น หากเป็นการดูดหมิ่นทางโทรศัพท์  จะถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่นั้นมีคำพิพากษาของศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557   โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 393 ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยอยู่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยทำงานที่สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 18 (บางวัน พังงา) ผู้เสียหายเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ส่วนจำเลยเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าสถานี ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายเพื่อทวงถามเอกสารจากผู้เสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย ด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ที่สถานีบริการขนส่ง (บขส.) ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยอยู่ที่ส่วนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าวดูหมิ่น ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

การดูหมิ่นด้วยการโฆษณา

นอกจากการดูหมิ่นซึ่งหน้าแล้ว  กฎหมายยังเอาผิดกับการดูหมิ่นด้วยการโฆษณาด้วย  ซึ่งการ “โฆษณา”  หมายถึง  “เผยแพร่ข้อความออกไปยังสาธารณชน ป่าวร้อง  ป่าวประกาศ  เช่น โฆษณาสินค้า  กระทำการไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า”  ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาได้อธิบายไว้พอสังเขปดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1053/2507  บรรยายฟ้องว่า “จำเลยกล่าวทำดูหมิ่นนางดำ ด้วยการโฆษณาโดยจำเลยกล่าวต่อเด็กหญิงกระโดนเด็กรับใช้ในบ้านของนางดำว่า ให้ไปบอก อ้ายเหี้ย อีเหี้ย นายของมึงสองคน อย่ามาว่าอะไรกูมากนัก ประเดี๋ยวกูทนไม่ได้จะเอาเรื่องอีก” ดังนี้เป็นการสั่งฝากไปบอกผู้เสียหายในลักษณะพูดกันตัวต่อตัว โดยไม่ปรากฎว่าจำเลยได้กล่าวต่อบุคคลอื่นอีก จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ในความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตามมาตรา 393 เพราะมาตราดังกล่าวนี้มีความหมายถึงการดูหมิ่นในลักษณะการป่าวร้องให้รู้กันหลาย ๆ คน ฉะนั้น แม้จำเลยจะรับสารภาพก็ลงโทษไม่ได้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ ๒๕ มีนาคม ๒๕๐๗ เวลากลางวัน จำเลยบังอาจกล่าวคำดูหมิ่นนางดำ กลับพะนันด้วยการโฆษณา โดยจำเลยกล่าวต่อเด็กหญิงกระโดน เด็กรับใช้ในบ้านนางดำว่า “ให้ไปบอก อ้ายเหี้ย อีเหี้ย นายของมึงสองคน อย่ามาว่าอะไรกูมากนัก ประเดี๋ยวกูทนไม่ได้จะเอาเรื่องอีก” เหตุเกิดตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๓

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังที่โจทก์ฟ้องต่อเด็กหญิงกระโดนนั้น ไม่ใช่เป็นการโฆษณาเพราะกล่าวต่อหน้าบุคคลคนเดียวและถ้อยคำที่กล่าวเป็นเพียงคำไม่สุภาพ จำเลยไม่ผิด พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ บัญญัติว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษฯ” และคำว่า “โฆษณา” ตามพจนานุกรมหมายความว่า การป่าวร้อง จึงแสดงให้เห็นว่า การดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตามมาตรา ๓๙๓ นี้มีความหมายถึงการดูหมิ่นในลักษณะให้รู้กันหลาย ๆ คน ไม่ใช่พูดกันตัวต่อตัว จริงอยู่การฟ้องหาว่า ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา ไม่จำต้องบรรยายว่าจำเลยกล่าวคำดูหมิ่นต่อหน้าบุคคลรวมทั้งสิ้นกี่คน และเป็นใครบ้างโดยละเอียดดังฎีกาโจทก์ เพียงแต่บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลมาให้เห็นหรือเข้าใจได้ว่า จำเลยดูหมิ่นผู้อื่นต่อบุคคลหลายคน อันเข้าในลักษณการโฆษณาก็พอแล้ว ในฟ้องโจทก์ แม้จะกล่าวว่าจำเลยกล่าวคำดูหมิ่นผู้เสียหายด้วยการโฆษณามาด้วยก็ตาม นั่นเป็นเพียงกล่าวถึงฐานความผิดที่โจทก์กล่าวหาตามความเข้าใจของโจทก์เท่านั้น โจทก์จำต้องบรรยายรายละเอียดแห่งการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิด ในฐานที่กล่าวหานั้นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕) ่แต่ตามฟ้องโจทก์บรรยายมาเพียงว่า จำเลยได้กล่าวคำดูหมิ่นผู้เสียหายต่อเด็กหญิงกระโดน เป็นการสั่งฝากไปบอกผู้เสียหายในลักษณะพูดกันตัวต่อตัว

โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กล่าวต่อบุคคลอื่นอีกเช่นนี้ จะให้เข้าใจเลยไปว่าจำเลยยังกล่าวต่อบุคคลอื่นอีกด้วยไม่ได้ ไม่มีทางให้เห็นหรือเข้าใจว่าจำเลยกล่าวคำดูหมิ่นผู้เสียหายต่อบุคคลหลายคน จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ในความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณา แม้จำเลยจะรับสารภาพ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

พิพากษายืน

การด่ากันในการทะเลาะวิวาท

การด่ากันในการทะเลาะวิวาท

หากเป็นการด่ากันหรือดูหมิ่นซึ่งหน้ากันทั้งสองฝ่ายในการทะเลาะวิวาท คำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องถือว่าไม่เป็นความผิด เนื่องจาก…….

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  223/2473  จ. และ ก. ทะเลาะวิวาทซึ่งกัน  และด่าซึ่งกันและกัน  โดย จ. ด่า ก. ว่า “ชำเรากับนายอำเภอ”   ก. ก็ด่า จ. ว่า “ชำเรากับนายอำเภอยังดีกว่าชำเรากับชาวบ้าน”  ดังนี้ ก. มิได้ถือเอาคำที่ จ.ด่าเป็นข้อสำคัญ  กลับรับคำแล้วย้อนตอบเอากับ จ. บ้าง จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2456  ผู้เสียหายแกล้งกระทบไหล่จำเลยจนคะมำ  จำเลยจึงด่าเอา  ดังนี้ จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 393 เพราะผู้เสียหายก่อเหตุให้ถูกด่าเอง  เหตุที่ไม่เป็นความผิด  เพราะจำเลยมีเหตุที่จะด่าผู้เสียหายได้  ไม่มีเจตนาจะดูหมิ่น3

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  703/2474  ผู้เสียหายจับมือบุตรสาวจำเลย  จำเลยด่าทันทีและด่าต่อเนื่องกันไป  ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า  เพราะผู้เสียหายก่อเรื่องให้ผู้เสียหายด่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2202/2521  นายตำรวจกลับจากงานแต่งงานเกิดโต้เถียงกับจำเลย ไม่ได้ทำการตามหน้าที่ และไม่แสดงบัตรให้จำเลยดู จำเลยไม่รู้ว่าเป็นตำรวจ ไม่เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานกล่าวคำไม่สุภาพ ขณะโต้เถียงกันไม่เป็นดูหมิ่นซึ่งหน้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136, 138, 336 จำคุก 2 เดือน ปรับ 500 บาท ตามมาตรา 138 บทหนักรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ยกฟ้องฐานพยายามฆ่าคน ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องทั้งหมด โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ พลตำรวจตรีจำปา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลผู้เสียหายกลับจากงานแต่งงาน ขับรถยนต์มาจอดที่สถานีจำหน่ายน้ำมันซึ่งนางชมพู ภริยาผู้เสียหายเป็นผู้จัดการ ผู้เสียหายได้จอดรถยนต์ขวางหน้ารถยนต์ของจำเลยซึ่งมาจอดเติมน้ำมัน จำเลยขับรถยนต์ออกไม่ได้จึงเข้าไปบอกผู้เสียหายซึ่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องของสถานีจำหน่ายน้ำมันให้ถอยรถยนต์ของผู้เสียหาย เพื่อให้รถยนต์ของจำเลยแล่นออกได้แล้วเกิดโต้เถียงกันขึ้น ปัญหาชั้นฎีกาที่จะวินิจฉัยมีว่า จำเลยกล่าววาจาดูหมิ่นผู้เสียหายขณะกระทำการตามหน้าที่ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จะเป็นความผิดฐานนี้ต้องเป็นเรื่องเจ้าพนักงานทำการตามหน้าที่หรือในการปฏิบัติการตามหน้าที่แต่คดีนี้ได้ความว่าผู้เสียหายกลับจากงานแต่งงาน ได้แวะเข้าไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในห้องของสถานีจำหน่ายน้ำมันของภริยาผู้เสียหายแล้วจึงเกิดโต้เถียงกับจำเลย กรณีดังกล่าวถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายทำการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เป็นเรื่องการโต้เถียงกันเป็นส่วนตัว แม้จำเลยจะกล่าววาจาต่อหน้าผู้เสียหายดังฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าจำเลยดูหมิ่นเจ้าพนักงานเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ และที่จำเลยไม่ยอมให้จับกุมนั้น เห็นว่าผู้เสียหายกับจำเลยกำลังโต้เถียงกันในเรื่องส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายจะจับกุมจำเลย จำเลยขอให้ผู้เสียหายแสดงบัตรประจำตัว ผู้เสียหายก็ไม่ยอมแสดงให้ดูเพื่อให้จำเลยรู้แน่ชัดว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานที่จะกระทำการตามหน้าที่ จึงไม่เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 และถ้อยคำที่จำเลยกล่าวแก่ผู้เสียหายเป็นแต่เพียงถ้อยคำที่ไม่สุภาพ และกล่าวในขณะโต้เถียงกันจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ด้วย”     พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1420/2534  ความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้านั้น  กฎหมายประสงค์จะลงโทษผู้ที่ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าแต่เพียงฝ่ายเดียว  โดยที่ผู้ถูกดูหมิ่น มิได้กล่าวถ้อยคำดูหมิ่นโต้ตอบด้วย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า  จำเลยในคดีนี้กับจำเลยที่ 1 ในคดีอื่นของศาลชั้นต้น  ต่างสมัครใจ  กล่าวถ้อยคำดูหมิ่นซึ่งกันและกัน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกัน  การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า  ตามมาตรา 393  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2485 เขียนจดหมายถึงผู้ที่ต้องการให้มาประกันตัวความว่า “ผู้กำกับการตำรวจปล่อยไปครั้งหนึ่งแล้วแต่นายตำรวจไม่ถูกกันเป็นส่วนตัวแกล้งปั้นเรื่องขึ้นอีก” ดังนี้เป็นการปรับทุกข์เป็นส่วนตัว ไม่ใช่เจตนาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน.

โจทก์ไม่ฟ้องและสืบว่าที่กล่าวหาว่าหมิ่นประมาทนี้ได้รู้ถึงแค่สองคนขึ้นไปจึงไม่ผิด ม.282 (อ้างฎีกาที่ 1013/2475),จดหมายถึงบุคคลเฉพาะตัวไม่ประสงค์ให้เปิดเผยไม่เป็นการโฆษณาตาม ม.339 (3).

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเขียนจดหมายโฆษณาหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานมีใจความว่า “ผู้กำกับการตำรวจสั่งปล่อยตัวไปครั้งหนึ่งแล้วต่อมานายร้อยตำรวจ ไม่ถูกกันเป็นการส่วนตัวแกล้งปั้นเรื่องขึ้นอีก เวลานี้จึงต้องขัง” ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดตามกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๑๑๖, และ ๒๘๒ วรรค ๒ ให้จำคุก ๒๐ วัน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าที่จำเลยเขียนจดหมายเช่นนี้เป็นการปรารถปรับทุกข์กันส่วนตัว เพื่อขอให้ผู้รับจดหมายช่วยประกันตัว มิใช่มีเจตนาดูหมิ่นเจ้าพนักงานจึงไม่ผิดมาตรา ๑๑๖ ส่วนที่ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๒ นั้น โจทก์มิได้ฟ้องและนำสืบว่าข้อความในจดหมายนั้นได้รู้ถึงบุคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป จึงไม่เข้าเกณฑ์ความผิดตามมาตรานี้ และจดหมายนี้จำเลยมีถึงบุคคลเฉพาะตัว ไม่ประสงค์ให้เปิดเผย จึงไม่เป็นการโฆษณาตามความในมาตรา ๓๓๙ (๓) ลงโทษจำเลยไม่ได้ จึงพิพากษายืน.

นอกจากการดูหมิ่นซึ่งหน้าตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว  กฎหมายยังกำหนดให้เป็นความผิดที่ไม่ถือเป็นความผิดลหุโทษ  และเป็นความผิดที่มีโทษสูงกว่าการดูหมิ่นซึ่งหน้าทั่วไป ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้

มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 198 ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาลต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี  หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม  จากคำพิพากษาของศาลที่กล่าวมาข้างต้น มีหลายกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดอาญาฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา  ท่านผู้อ่านบางท่านอาจแคลงใจว่า  การที่ผู้กระทำไปด่าหรือดูหมิ่นเขาแล้วไม่ต้องรับผิดเลยหรือ ประมวลกฎหมายอาญาก็ยังกำหนดเป็นความผิดไว้  ซึ่งศาลอาจพิจารณาให้เอาผิดแก่ผู้กระทำได้ ดังนี้

มาตรา 397 ผู้ใดในที่สาธารณสถาน หรือต่อหน้าธารกำนัล กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่น  หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดูหมิ่น กับ หมิ่นประมาทต่างกันหรือไม่

มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี  หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 327 ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สาม  และการใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุให้ บิดา มารดา  คู่สมรส  หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษดังบัญญัติไว้ในมาตรา 326 นั้น

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี  ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง  หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น  ผู้กระทำต้องระวางโทษาจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท

ความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทตามกฎหมาย  เป็นความผิดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน กล่าวคือ  การดูหมิ่น คือ การแสดงกิริยา หรือกล่าววาจาดูถูกเหยียดหยาม  สบประมาท ด่าทอ หรือกระทำด้วยการแสดงกิริยา เช่น ถ่มน้ำลาย ทำให้อับอาย  เป็นการทำร้ายต่อศักดิ์ศรีของผู้ถูกกระทำ  ส่วนการหมิ่นประมาท  คือ  1. การใส่ความผู้อื่น  2. การต่อบุคคลที่สาม 3. อันประการจะทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง  เป็นการทำร้ายต่อเชื่อเสียงของเขา  ซึ่งอาจจะพอสรุปง่าย ๆ ได้ว่า  การดูหมิ่น คือการสรรหาคำไม่สุภาพ  หยาบคายมาด่า  ทำให้เขาเกิดอับอาย แต่ผู้ฟังหรือได้ยินก็รู้ว่าไม่น่าเป็นเช่นนั้น  เช่น  ด่าว่า “ไอ้สัตว์” ผู้ฟังหรือผู้ได้ยินกู้รู้ว่าคนที่ถูกด่าไม่มีทางเป็นสัตว์ไปได้  ส่วนการหมิ่นประมาท เจตนารมณ์ของกฎหมาย น่าจะเน้นเรื่องการใส่ความต่อบุคคลที่สาม  เพราะผู้ฟังอาจเข้าใจผิดได้ว่าผู้ถูกใส่ความเป็นเช่นนั้นจริง 

นอกจากนั้น การดูหมิ่น กฎหมายยังถือเป็นเพียงลหุโทษ ซึ่งมีโทษไม่สูงนัก  แต่การหมิ่นประมาทนั้นอาจเกิดความเสียหายมาก  กฎหมายจึงไม่ถือเป็นลหุโทษและมีบทลงโทษที่สูงกว่า

ทะแนะ

ขอบคุณรูปจาก Free Stock Photos, Royalty Free Stock Images & Copyright Free Pictures · Pexels

บทความที่น่าสนใจ