ทะแนะ – กฎหมายเรื่อง ขี้หมา ขี้หมา! รู้ไว้ก่อนคิดจะเลี้ยงสุนัข

ขี้หมา กฎหมาย

คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้ หรือได้พบปัญหาเหล่านี้หรือไม่  เมื่อสุนัขของเพื่อนบ้านหรือของใครก็ไม่รู้  มาถ่ายอุจจาระ มาอึ หรือ ขี้หน้าบ้านของคุณ หรือหน้าบ้านใครคนใดคนหนึ่ง  แล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้น  โดยเจ้าของสุนัขไม่สนใจเหลียวแล หรือไม่รับผิดชอบมาเก็บไปทิ้ง  หรือในบางครั้ง อาจจะหาเจ้าของไม่พบ  แล้วตัวคุณ หรือเจ้าของบ้านก็อาจถกเถียงกันกับเจ้าของหมา จนบันดาลโทสะ หรือโกรธจนกระทั่งในที่สุดมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน หรืออาจลุกลามไปจนถึงขึ้นทำร้ายร่างกายกัน และในที่สุดต้องไปจนกันที่สถานีตำรวจหรือศาล  และนี่คือที่มาของเรื่อง “ขี้หมา ขี้หมา” หรือ เรื่อง  หมา หมา ซึ่งเป็นหัวข้อในครั้งนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

จากสาเหตุดังกล่าว ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด  ก็ต้องพิจารณากันในแง่มุมของกฎหมายว่าได้บัญญัติไว้อย่างไรบ้าง  และคนเลี้ยงสุนัขจะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร  ใครเป็นผู้เสียหาย และเสียหายอย่างไร

กฎหมาย ขี้หมา

รูปจาก https://indianexpress.com/article/blogs/the-fraught-politics-of-delhis-dog-poo

ประการแรก  น่าจะต้องพิจารณาว่าใครมีหน้าที่ในการดูแลสุนัข และ/หรือหน้าที่ในการจัดการกำจัดอุจจาระ ที่ถ่ายทิ้งไว้  ซึ่งน่าจะเริ่มต้นด้วย   ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 433 ว่า “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์  ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเกิดขึ้นเพราะสัตว์  ให้แก่ฝ่ายที่ต้องความเสียหาย เสียหายเพื่ออย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น

อนึ่ง  บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้นจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด  หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่นมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้”

จากข้อกฎหมายมาตราดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎหมายใช้คำว่า “สัตว์” จึงจะเป็นสัตว์จำพวกใด หรือชนิดใดก็ได้ ไม่เฉพาะแต่สุนัขเท่านั้น แต่ในกรณีนี้ขอหมายถึงสุนัขไว้ก่อน  และแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เลี้ยงสุนัข หรือที่กฎหมายใช้คำว่า เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ  มีหน้าที่ในการใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยง การรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น  กล่าวคือ เมื่อเลี้ยงเขาแล้วก็ต้องดูแลเขาอย่างดี ไม่ปล่อยให้ไปทำความเสียหาย หรือเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น

อย่างไรก็ตาม  หากมองหรือคิดอย่างสามัญชนทั่วไป  หรือที่กฎหมายเรียกว่า วิญญูชน การที่สุนัขไปถ่าย อึก หรือขี้หน้าบ้านของใครคนใดคนหนึ่ง  ต้องถือว่ามีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นแล้ว  เพราะการที่เจ้าของบ้านเขาอยู่ของเขาเฉย ๆ แล้วก็มีคนปล่อยให้สุนัขมาอึ ถ่าย หรือขี้ หรือก่อให้เกิดสิ่งปฏิกูลที่พึงรังเกียจที่หน้าบ้านของเขาก็น่าจะเป็นการไม่ถูกต้อง  และเจ้าของบ้านก็ต้องมีสิทธิที่จะปกป้อง ป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก  และยังมีสิทธิให้เจ้าของสุนัขซึ่งเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุสกปรกหรือพึงรังเกียจดังกล่าวมาจัดการทำความสะอาด  โดยอาศัยข้อกฎหมายในเรื่องละเมิดที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของสัตว์หรือผู้ครอบครองสัตว์ต้องดูแลสุนัขของตนไม่ให้ก่อความเสียหาย หรือเดือดร้อน รำคาญแก่บุคคลอื่น ดังกล่าวข้างต้น  และเมื่อเป็นการละเมิดแล้ว เจ้าของสุนัขหรือผู้ทำละเมิดก็ต้องรับผิดชอบแก้ไข ปกป้อง หรือป้องกันมิให้มีการเดือดร้อนรำคาญดังกล่าวเกิดขึ้นอีก  ทั้งยังต้องชดใช้ ความเสียหายที่เกิดขึ้น (ถ้ามี) ด้วย

ทำอย่างไร ขี้หมา

ส่วนความเสียหาย หรือเดือดร้อนจะเป็นอย่างไร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติไว้ว่า  “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี  แก่ร่างกายก็ดี  อนามัยก็ดี  เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน  หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี  ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”  ซึ่งในกรณีนี้ต้องถือว่าเข้าองค์ประกอบความผิดเรื่องละเมิดตามกฎหมายมาตรา 420 แล้ว  โดยถือว่า

ก. เป็นการจงใจหรือปรามาสเลินเล่อ  ของเจ้าของสุนัขที่ปล่อยให้สุนัขไปถ่ายอุจจาระ หน้าบ้านคนอื่น

ข. เป็นการทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมาย

ค. เกิดความเสียหายแก่เจ้าของบ้าน  ซึ่งเป็นความเสียหายแก่ ร่างกาย  แก่อนามัย แก่เสรีภาพ แก่ทรัพย์สินหรือแก่สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของเจ้าของบ้านแล้ว

ในกรณีนี้ ถือว่าเจ้าของสุนัขได้กระทำความผิดต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย  โดยทำให้เจ้าของบ้านเสียหายแก่อนามัย  ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด  แลจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ส่วนการกระทำดังกล่าวจะผิดกฎหมายอย่างใด  อาจพิจารณาได้ดังนี้

ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เป็นไปตามมาตรา  433 ในเรื่องละเมิด  โดยถือว่าเจ้าของสุนัขไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดกำหนด  ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

ข้อ 2. ประมวลกำหมายอาญา 

ประมวลกฎหมายอาญา  เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อจัดระเบียบ และรักษาความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน  และรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง  โดยมีการกำหนดโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืน  ซึ่งในประมวลกฎหมายอาญา  ผู้ร่างได้พยายามบัญญัติให้ครอบคลุมถึงทุก ๆ เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้  ซึ่งก็รวมถึงการที่เจ้าของสุนัขปล่อยให้สุนัขไปก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคลอื่นด้วย  เช่น

มาตรา  300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา  390 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

จากบทบัญญัติทั้งสองมาตราข้างต้น กฎหมายใช้คำว่ากระทำโดยประมาท  โดยกฎหมายมิได้ระบุว่า และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย .สาหัส หรือ อันตรายแก่กาย หรือจิตใจ  โดยไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นอะไร  ซึ่งในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นว่า  การที่ปล่อยให้สุนัขไปถ่ายอุจจาระที่หน้าบ้านเข้า ซึ่งจะเป็นโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อก็สุดแต่กรณี  

อนึ่ง  เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้เลี้ยงสุนัขกันมาก  และมักจะมีเรื่องที่สุนัขไปกัดคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิตกันหลายคดี  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสุนัขพันธุ์พิเศษที่มีความดุร้ายต่างกว่าพันธุ์อื่น ๆ เช่น  พันธุ์พิทบูล  พันธุ์บูลเทอเรีย  และพันธุ์รอทไวเลอร์  เป็นต้น  จึงได้มีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อพยายามควบคุมการเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์เหล่านี้ เช่น  ประมวลกฎหมายอาญา  พ.ศ. 2499 มาตรา 377  ซึ่งบัญญัติว่า  “ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย  ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพัง  ในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ”

นอกจากนั้น ในกรณีนี้เจ้าของสุนัขไม่ยอมแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและปล่อยให้สุนัขมาถ่ายอุจจาระซ้ำ ๆ อยู่อีก  ก็จะมีความผิดอาญาฐาน บุกรุกด้วยก็ได้  และถ้ามูลหรือถ่ายของสุนัขไปทำให้ทรัพย์สินของเจ้าของบ้านเสียหาย  เจ้าของบ้านก็อาจมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก  แม้ว่าจะอ้างว่ามิได้มีเจตนาทำให้เสียทรัพย์  แต่ก็อาจถือว่าเป็นเจตนาที่เล็งเห็นผลได้

ข้อ 3. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535  

กฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติขึ้นเนื่องจาก กฎหมายเรื่องการสาธารณสุขฉบับเดิมได้ประกาศใช้มานานแล้ว และเห็นสมควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้น โดยให้คำนิยามของคำว่า “สิ่งปฏิกูล” หมายความว่า อุจจาระหรือปัสสาวะ และหมายความรวมถึงสิ่งอื่นใด ซึ่งเป็นสิ่งโสโครกหรือมีกลิ่นเหม็น 

นอกจากนั้น ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังให้คำนิยามคำว่า “ก่อความรำคาญ” โดยในมาตรา 25 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันอาจให้เกิดความเดือดร้อน แก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้นดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุรำคาญ

  • …………..
  • การเลี้ยงสัตว์ในที่หรือวิธีใด หรือมีจำนวนเกินสมควร จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • ……………….
  • ……………….
  1. การกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น  แสง  รังสี  เสียง  ความร้อน  สิ่งมีพิษ  ความสั่นสะเทือน  ฝุ่น  ละออง  เขม่า  เถ้า หรือกรณีอื่นใด  จนเป็นเหตุให้เสื่อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ฉะนั้น จากบทดังกล่าวนี้  การที่เจ้าของสุนัข ได้เลี้ยงและทำให้เพื่อนบ้านเดือดร้อนไม่ว่าจะทางเสียง เช่น เห่า หอน หรือในทางกลิ่น เช่น กลิ่นตัวสุนัข กลิ่นสิ่งปฏิกูล  และไม่ว่าจะไปถ่ายและก่อให้เกิดกลิ่นที่ไหน ก็ล้วนเป็นการก่อความรำคาญ ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายทิ้งสิ้น

ข้อ 4 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พศ.2548  และ เทศบัญญัติอื่นทำนองเดียวกัน ซึ่งออกภายใต้อำนาจตาม พระราชบัญญัติ การสาธารณสุข พ.ศ. 2535

พระราชบัญญัติ  การสาธารณสุข พ.ศ. 2535  ให้สิทธิส่วนท้องถิ่น ในการออกข้อบัญญัติต่าง ๆ รวมทั้งบทกำหนดโทษ เพื่อใช้บังคับในท้องที่ด้วย เช่น  ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร  เรื่อง  การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ. 2548,  เทศบัญญัติเทศบาลเมืองไร่ขิง  เรื่อง  การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข และแมว พ.ศ.2562, 2548,  เทศบัญญัติเทศบาลตำบลบางปู  เรื่อง  การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ.2561, 2548,  เทศบัญญัติเทศบาลเมืองไร่ขิง  เรื่อง  การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข และแมว พ.ศ.2562, เทศบัญญัติเทศบาลตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์  เรื่อง  ควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ.2562, ฯลฯ  ซึ่งส่วนใหญ่แม้ว่าของฐานะเทศบาล และชื่อเรื่องจะต่างกันออกไปบ้าง  แต่ก็จะมีข้อความไปในทางเดียวกัน  เช่น ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร  เรื่อง  การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ. 2548 ข้อ 5 จะให้คำนิยาม ว่า

“การปล่อยสุนัข” หมายความว่า การสละการครอบครองสุนัข  หรือปล่อยให้อยู่นอกสถานที่เลี้ยง โดยปราศจากการควบคุม”

“เจ้าของสุนัข”  หมายความรวมถึงผู้ครอบครองสุนัข หรือผู้ให้อาหารสุนัขเป็นประจำด้วย

“สถานที่เลี้ยง” หมายความว่า กรง ที่ขัง หรือที่เลี้ยงอื่นที่มีการควบคุมของเจ้าของสุนัข”

“ที่หรือทางสาธารณะ” หมายความว่า สถานที่หรือทางซึ่งมิใช่เป็นของเอกชน  ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์หรือสัญจรได้

“สิ่งปฏิกูล”  หมายความว่า อุจจาระหรือปัสสาวะ  และให้หมายรวมถึงสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นสิ่งโสโครกหรือมีกลิ่นเหม็น

ข้อ 7. ให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข

ข้อ 8. ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยสุนัขในที่หรือทางสาธารณะ  หรือในที่อื่นใดในกรุงเทพมหานครโดยเด็ดขาด

หมวด 3 การเลี้ยงดูสุนัข 

ข้อ 16. ในการเลี้ยงสุนัข  เจ้าของสุนัขต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

  1. ………..
  2. ควบคุมสุนัขมิให้ออกนอกสถานที่เลี้ยงโดยปราศจากการควบคุม
  3. ควบคุมดูแลสุขมิให้ก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ เช่น ก่อให้เกิดเสียงดังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ เป็นต้น
  4. รักษาสถานที่เลี้ยงสุนัขให้สะอาดอยู่เสมอ  จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้ถูกสุขลักษณะเป็นประจำ  ไม่ปล่อยให้เป็นที่สะสมหมักหมมจนเกิดกลิ่นเหม็นรบกวนผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
  5. (6)  (7) (8) ………

               (9) ปฏิบัติการอื่นใดตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานสาธารณสุข หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น

ข้อ 17. ห้ามมิให้ผู้ใดเลี้ยงสุนัขในที่หรือทางสาธารณะ  หรือในที่ของบุคคลอื่นโดยปราศจากความยินยอม

ข้อ  18. เจ้าของสุนัขมีหน้าที่กำจัดสิ่งปฏิกูลอันเกิดจากสุนัขในที่หรือทางสาธารณะ  หรือในที่อื่นใดในเขตกรุงเทพมหานครโดยทันที

ซึ่งเมื่ออ่านทั้งหมดแล้ว สามารถนำมาปรับและตีความให้เข้ากับ กรณีที่เจ้าของสุนัขปล่อยปละละเลย หรือประมาทเลินเล่อให้สุนัขไปถ่ายอุจจาระที่หน้าบ้านคนอื่นได้

ข้อ 5. พระราชบัญญัติ  รักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง  พ.ศ. 2535

พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินงานรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง  ซึ่งต่างกับพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535  โดยในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับสัตว์ หรือสุนัขไว้ว่า

“ที่สาธารณะ” หมายความว่า  สาธารณสมบัติของแผ่นดิน นอกจากที่รกร้างว่างเปล่า และหมายความรวมถึงถนนและทางน้ำด้วย

“สถานสาธารณะ”  หมายความว่า  สถานที่ที่จัดไว้เป็นสาธารณะสำหรับประชาชนใช้เพื่อการบันเทิง  การพักผ่อนหย่อนในหรือการชุมนุม

“ถนน”  หมายความรวมถึง ทางเดินรถ  ทางเท้า  ขอบทาง  ไหล่ทาง  ทางข้ามตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ตรอก ซอย  สะพาน หรือถนนส่วนบุคคล  ซึ่งเจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรได้

“ทางน้ำ”  หมายความว่า  ทะเล  ทะเลสาบ  หาดทราย  ชายทะเล  อ่างเก็บน้ำ  แม่น้ำ  ห้วย  หนอง  คลอง คันคลอง  บึง  คู  ลำราง  และหมายความรวมถึงท่อระบายน้ำด้วย

“สิ่งปฏิกูล” หมายความว่า  อุจจาระ  หรือปัสสาวะ  รวมตลอดถึงวัตถุอื่นใดซึ่งเป็นของโสโครก  หรือมีกลิ่นเหม็น

“มูลฝอย” หมายความว่า  เศษกระดาษ  เศษผ้า  เศษอาหาร เศษสินค้า  ถุงพลาสติก  ภาชนะที่ใส่อาหาร  เถ้า  มูลสัตว์หรือซากสัตว์  รวมตลอดถึงสิ่งอื่นใดที่เก็บกวาดจากถนน  ตลาด  ที่เลี้ยงสัตว์ หรือที่อื่น

มาตรา 14  ห้ามมิให้ผู้ใด

    1. ปล่อยสัตว์  นำสัตว์  หรือจูงสัตว์ไปตามถนนหรือเข้าไปในบริเวณที่ เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ประกาศห้ามไว้
  • ปล่อยให้สัตว์ถ่ายมูลบนถนน และมิได้ขจัดมูลดังกล่าวให้หมดไป

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ได้รับหนังสืออนุญาต จากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้นำขบวนสัตว์ หรือฝูงสัตว์หรือจูงสัตว์ไปตามถนนและได้เสียค่าธรรมเนียมรักษาความสะอาดตามข้อกำหนดของท้องถิ่น

มาตรา 52 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 มาตรา 14 มาตรา 36  มาตรา 37  หรือมาตรา 38 หรือฝ่ายฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประการเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ได้ประกาศตามมาตรา 47 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

ส่วนเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว  เจ้าของบ้านจะจัดการอะไรกับเจ้าของสุนัขหรือทำอย่างไรกับสุนัขได้บ้าง  และเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนอย่างไรได้บ้างนั้น  น่าจะพิจารณาได้ดังนี้

ก. ค่าเสียหาย กับ ค่าสินไหมทดแทน

แน่นอนว่า  หากเกิดความเสียหายขึ้น ไม่ว่าจะเกิดแก่ทรัพย์สิน หรือสิ่งใด ๆ รวมทั้งจิตใจด้วย   เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย และค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิด ที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้  

ค่าสินไหมทดแทนเป็น คำที่บัญญัติขึ้นตามกฎหมายเรื่องละเมิด  ส่วนค่าเสียหาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนทึ่เกิดจากเรื่องละเมิด

ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่เจ้าของบ้านจะเรียกร้องเอาจากเจ้าของสุนัข  จะมีอะไรบ้าง ก็พิจารณาได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้

มาตรา 444 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้น  ผู้เสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป  และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน  ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้นและในเวลาอนาคตด้วย ………

เนื่องจากมูลสุนัข หรืออุจจาระ เป็นสิ่งปฏิกูล  ซึ่งอาจมีทั้งกลิ่น และเชื้อโรค ซึ่งอาจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่ได้สัมผัส ไม่ว่าจะด้วยการสูดดมหรือการถูกต้องเนื้อตัว  จึงถือว่าอาจทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย

มาตรา  446 ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี  ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้  สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท  เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว ………

ในเรื่องละเมิดนั้น ค่าสินไหมทดแทนอาจจะมิใช่ตัวเงินก็ได้ เช่น ไม่อาจจะที่จะตีค่าออกมาเป็นเงินตราอย่างชัดแจ้งได้  และส่วนใหญ่มักจะเป็นในเรื่องของจิตใจ  การเดือดร้อนรำคาญ  ฯลฯ  ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด  ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแด่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด“ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438)

ทำความสะอาดอุจาระสุนัข

อย่างไรก็ตาม  นอกจากการเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ดังกล่าวแล้ว  ศาลยังอาจมีคำสั่งมิห้ามเจ้าของสุนัขปล่อยปละละเลยให้สุนัขไปขับถ่ายหรืออุจจาระหน้าบ้านคนอื่นอีกก็ได้  แต่ทั้งนี้  โปรดระลึกไว้ด้วยว่าหากตกลงกันไม่ได้ และจำเป็นต้องฟ้องคดีต่อศาล  ต้องรีบดำเนินการภายในอายุความ 1 ปีที่กำหนดไว้ในมาตรา 448 ข้างต้น  เพราะระยะเวลา 1 ปีนั้นไม่นานนัก ซึ่งอาจทำให้ขาดอายุความได้

มาตรา  448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น  ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา  และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้  ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ”

อนึ่ง  เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ตัดสินเรื่องกรรมสิทธิ์ หรือใครเป็นเจ้าของสุนัข  การที่ไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลสุนัข  แม้ว่าข้อเท็จจริงจะไม่ตรงกับประเด็นในเรื่องนี้นัก  แต่ก็ให้แง่คิดและและความรู้พอสมควร คือ คำพิพากษาศาลฎีกา 2488/2523 ซึ่งพิพากษาว่า “สุนัขในบ้านจำเลยออกจากบ้านไปกัดโจทก์  ภรรยาจำเลยรับว่าเป็นเจ้าของ  เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยต้องสันนิษฐานว่าสุนัขเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474

สุนัขหลบหนีออกไปได้ขณะจำเลยเปิดประตู  สุนัขจึงออกไปกัดโจทก์ได้  แสดงว่าจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรในการเลี้ยงดูสุนัข  จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมทั้งทดแทนความจำใจและทุกข์ทรมานด้วย”

นอกจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว เจ้าของบ้านยังอาจขอต่อศาลให้ มีคำสั่งห้ามมิให้เจ้าของสุนัข ปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่อในการดูแลสุนัข  ไม่ให้มาก่อเหตุละเมิดด้วยการมาถ่ายอุจจาระอีก

ปัญหาในแง่ต่อไป ก็คือถ้าสุนัขที่มาถ่ายไว้หน้าบ้าน  เป็นสุนัขจรจัดที่ไม่มีเจ้าของ  หรือแน่นอนว่าไม่มีใครรับเป็นเจ้าของ  ผู้เป็นเจ้าของบ้านจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง   ซึ่งเป็นปัญหาลำบากหน่อย  เพราะในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะดำเนินการใด ๆ แก่สุนัขจรจัดโดยเฉพาะ และราวกับว่าเจ้าของบ้านกำลังจะเปิดข้อโต้แย้งกับทางราชการ  แต่ก็มีคำพิพากษาของศาลฎีกา และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ พิพากษาไว้โดยตัดสินจากกฎหมายที่มีอยู่ เช่น

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.1751/2559  วินิจฉัยว่า “องค์การบริหารส่วนตำบล” ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ในการจัดการดูแลสุนัขจรจัด  ซึ่งสุนัขจรจัดจัดเป็นสัตว์ควบคุมตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 เมื่อสุนัจจัดไปทำละเมิด โดยไปทำลายทรัพย์สิน หรือรุมกัดผู้อื่น ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น  องค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น ตามมาตรา 67 และมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 

สุดท้ายนี้  หากเกิดกรณีการที่สุนัขไปถ่ายอุจจาระไว้ที่หน้าบ้าน  เจ้าของบ้าน   ซึ่ง ขี้หมา ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอยู่เป็นประจำ  เจ้าของบ้านจะทำอย่างไร  ในประการแรกน่าจะเปิดการเจรจา  กับเจ้าของสุนัขอย่างสันติ หรือทำนองขอร้องให้ควบคุมดูแลสุนัขที่เลี้ยงให้ดีกว่าเดิม  และช่วยจัดการเก็บหรือทำความสะอาด ขี้หมา ให้ด้วย  แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จก็อาจจะต้องใช้วิธีร้องทุกข์หรือแจ้งความ  ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ   และถ้าการร้องทุกข์ก็ยังไม่ได้ผลอีก  ก็คงต้องพิจารณาดำเนินคดีต่อไป แต่ละฟ้องใคร และฟ้องศาลไหนน่าจะต้องพิจารณาให้ละเอียดด้วย

ทะแนะ

บทความที่น่าสนใจ