ทะแนะ ตอน สามีมี กิ๊ก (หรือนอกใจ) ผู้เป็นภรรยาตัวจริงต้องทำอย่างไร ?

สามีมีกิ๊ก

ถ้าสามีมีกิ๊ก จะทำอย่างไรได้บ้าง?”  คำถามสั้น ๆ แต่ตอบยาก และมีรายละเอียดปลีกย่อยมากครับ  ผมขออนุญาตเริ่มต้นดังนี้ครับ

ต้องทำอย่างไร ?

      1. คงต้องเริ่มต้นด้วย คำว่า “กิ๊ก” คือใคร มีความหมายอย่างไร ?

ซึ่งผมเคยได้ฟังว่า “กิ๊ก”  คือ “บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางชู้รัก แต่ไม่ใช่คู่รัก” หรือบางกรณีแปลว่า  “มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน”  ทั้งสองความหมายข้างต้นลอกเขามาครับถูกหรือไม่ โปรดพิจารณาเองครับ  แต่ผมขอสรุปว่าหมายถึงสามีไปมีหญิงอื่น ซึ่งจะอยู่ในรูปใดก็ตาม

นอกจากนั้นผมขอวางหลักในเบื้องต้นก่อนว่า ภรรยาในกรณีนี้เป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย  เนื่องจาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1457 ซึ่งบัญญัติว่า “การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น” 

 

      2. เมื่อมีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย

จึงมาดูว่าภรรยาจะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งในที่นี้ผมจะไม่หมายถึงว่าจะเรียกร้องอะไรจากสามีได้บ้างเท่านั้น  แต่ผมหมายรวมถึงการกระทำอย่างอื่น ๆ ด้วย  แต่ก่อนที่จะเรียกร้องหรือทำอะไรได้บ้าง  คงต้องดูก่อนว่ากฎหมายได้กำหนดหน้าที่ของสามีและภรรยาไว้อย่างไรบ้าง โดยขั้นต้นกฎหมายระบุว่า “สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา”  และ “สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน” (ป.พ.พ. มาตรา 1461)  ซึ่งหมายความว่าสามีภรรยาต้องอยู่กินกัน และช่วยเหลืออุปการะซึ่งกันและกันเหมือนกับสามีภรรยาคู่อื่น ๆ  ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามที่กล่าวข้างต้นก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และการอยู่ด้วยกัน หรือปฏิบัติต่อกันก็ต้องถึงขั้นที่  วิญญูชนทั้งหลายที่เป็นสามีภรรยาทั่วไปพึงปฏิบัติด้วย

ไกล่เกลี่ย

         3. การอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา

  ก็ต้องเป็นไปตามขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน  ซึ่งยึดถือการมีผัวเดียวเมียเดียว และยกย่องว่าเป็นภรรยา  มิใช่ยกย่องว่าเป็นภรรยาหลวง  เหมือนกันกับสมัยเดิม  ฉะนั้น ถ้าสามีไปมีกิ๊ก ก็หมายถึงว่าสามีไปยกย่องหรืออยู่กินกับหญิงอื่นเสมือนภรรยาอีกคนหนึ่ง  ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าถ้า “สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี  เป็นชู้หรือมีชู้  หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้”   (ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ) แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องเสมือนกับเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง มิใช่ว่าเพียงสามีจะออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง หรือตามแห่กับเพื่อนไป นาน ๆ ครั้ง โดยไม่ได้ใส่ใจจะยกย่องขึ้นติดระดับแต่อย่างใด  ภรรยาจึงจะสามารถฟ้องหย่าได้

อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่จะถึงขั้นตอนทางกฎหมายด้วยการฟ้องหย่า ผมเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องระหว่างคนสองคนในครอบครัว หรืออาจจะมีลูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  น่าจะเริ่มต้นด้วยการเจรจาพูดคุยกันระหว่างสามีภรรยา หรือคุยภายในครอบครัวกันก่อน  เพราะในหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ คดี การมุ่งเข้าสู่กระบวนการกฎหมายโดยฟ้องหย่าเลยมักจะแก้ไขให้กลับสู่สภาพเดิมไม่ได้  แม้แต่ในระบบศาลในปัจจุบัน หากมีกรณีฟ้องหย่าศาลก็ยังพยายามให้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน  เพื่ออาจจะมีทางตกลงกันได้  แต่ถ้าได้เริ่มคุยกันแล้วเห็นว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะหาคนกลางมาเป็นคนช่วยไกล่เกลี่ย เช่นนำญาติผู้ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายนับถือมาเป็นคนกลาง 

เมื่อเข้าสู่กระบวนการหย่า  ก็อาจแบ่งเป็นหลักใหญ่ ๆ ได้ 2 ทาง  คือตกลงหย่าด้วยกันเอง ซึ่งอาจจะกระทำโดยทำความตกลงหย่ากันเองโดยเขียนเป็นสัญญาหย่า หรือทำเป็นบันทึกข้อตกลงการหย่า  แล้วนำไปจดทะเบียนหย่า หรืออาจจะใช้กระบวนการทางศาล  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการดำเนินการในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งหรือฝ่ายสามีไม่ยินยอมหย่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ซึ้งต้องมีการสืบพยาน   แล้วนำคำพิพากษาของศาลไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อจดทะเบียนหย่า

ในการจดทะเบียนหย่านั้น  มีสิ่งที่ทั้งฝ่ายสามีและฝ่ายภรรยาต้องพิจารณาประกอบไปด้วยว่า เมื่อหย่ากันแล้วทรัพย์สินที่ทำมาหากินร่วมกันมาจะแบ่งอย่างไร  ลูกใครจะเลี้ยง  ใครจะเป็นส่งเสียให้เรียนหรือเลี้ยงดูเขา

     4. ในกรณีเช่นนี้ภรรยาจะเรียกร้องอะไรจากใครได้บ้าง ?

ซึ่งคงต้องคิดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น แน่นอนครับบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างนั้นจะไม่เสียหายได้อย่างไร และต้องดูว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น  เราอาจต้องพิจารณาว่าคนแรกที่น่าจะต้องรับผิดชอบ ก็คือสามีนั่นแหละที่เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น   แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคิดถึงมูลเหตุของความเสียหายด้วยว่าภรรยามีส่วนร่วมในก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ เพราะอาจมีบางประเด็นที่ฝ่ายภรรยาเองก็มีความผิดอยู่ด้วย จนทำให้ความรับผิดชอบในความเสียหายเปลี่ยนแปลงไป  เช่น  “เย็นให้ซักผ้า  เช้าให้หุงข้าว” จนสามีทนไม่ไหว เป็นต้น  ฉะนั้น ก่อนอื่นจึงต้องสำรวจตนเองเอาไว้ก่อนด้วย

หย่า กิ๊ก

 

          5. เรียกร้องค่าเสียหาย       

จากที่กล่าวข้างต้นบุคคลแรกที่เราจะเรียกร้องค่าเสียหายก็คือ “สามี”  ในประเด็นนี้ถ้าศาลพิพากษาให้หย่าแล้ว  ภรรยาก็น่าจะได้เปรียบในเชิงกฎหมายอยู่  เนื่องจากเท่ากับว่าภรรยาสามารถพิสูจน์ได้ว่า สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา  เป็นชู้หรือมีชู้  หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ  จนศาลยอมให้หย่า  

อนึ่ง เมื่อจดทะเบียนหย่าเรียบร้อยแล้ว  หากขณะสมรสภรรยาได้เปลี่ยนชื่อสกุลหรือนามสกุลไปใช้ชื่อสกุลหรือนามสกุลชองสามี  ภรรยาจะใช้ชื่อสกุลหรือนามสกุลของสามีต่อไปได้หรือไม่  หรือต้องกลับไปใช้นามสกุลเดิมของตน  ในกรณีนี้กฎหมายบัญญัติว่า “เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ให้ฝ่ายซี่งใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน”  แต่  “เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย  ให้ฝ่ายซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิใช้ชื่อสกุลนั้นได้ต่อไป  แต่เมื่อจะสมรสใหม่  ให้กลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน” (พระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548 มาตรา 13) จะเห็นได้ว่าผู้ร่างกฎหมายมีความละเอียดรอบคอบ และเจตนาที่จะป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  เนื่องจากในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ระบุว่า “คู่สมรสมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ตกลงกัน หรือต่างฝ่ายต่างใช้ชื่อสกุลเดิมของตน”   ทั้งนี้หากภรรยาจะใช้ชื่อสกุลของสามีก็ต้องได้รับความยินยอมจากสามีด้วย

บุตร หย่า

        6. เรื่องของบุตร

ปัญหาต่อมาที่ต้องพิจารณาและตกลงให้เสร็จสิ้นก่อนจดทะเบียนหย่า ก็คือเรื่องของบุตร  ว่าใครจะเป็นผู้เลี้ยงดูและดูแล  ซึ่งกฎหมายบัญญัตว่า  “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา” (ป.พ.พ.มาตรา 1566)  กล่าวคือบิดามารดาต้องร่วมกันใช้อำนาจปกครองบุตร  ฉะนั้นเมื่อหย่ากันจึงต้องตกลงให้แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร  เพราะว่า ป.พ.พ. มาตรา 1567 ระบุว่า “ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ

(1) กำหนดที่อยู่ของบุตร

(2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน

(3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานะนุรูป

(4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย” 

ฉะนั้น  การใช้อำนาจปกครองทั้ง 4 ข้อ ข้างต้น โดยปกติบิดามารดาในฐานะอำนาจปกครองจะต้องใช้ร่วมกัน  แต่เมื่อหย่าขาดจากกันก็อาจตกลงให้ชัดแจ้งว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทั้ง 4 ข้อนั้น  และต้องทำความเข้าใจว่าการที่ตกลงใช้อำนาจปกครองในสัญญาหย่าก็จะเป็นเพียงให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจเท่านั้น  มิได้หมายถึงการถอดถอนการใช้อำนาจปกครองของอีกฝ่ายหนึ่งที่เขามีอยู่แล้วตามสิทธิของกฎหมายแต่ประการใด  

เมื่อพิจารณาถึงอำนาจปกครองแล้ว  ก็มีสิ่งที่ต้องสังเกตว่า  ทั้งสามีและภริยายังมีหน้าที่ที่จะต้องออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต่อไป  กรที่ทั้งสองฝ่ายหย่าขาดจากกัน ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่มีต่อบุตรสิ้นสุดลง  ทั้งสามีและภรรยายังคงต้องมีหน้าที่ในการอุปการะบุตรอยู่เหมือนเดิม  และในการที่ทั้งสองฝ่ายหย่าขาดจากกัน  ถ้าเป็นหย่าโดยความยินยอมก็ต้องมีการทำความตกลงกันเป็นสัญญาว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูมากน้อยเท่าใด และเมื่อใด  หากมิได้ระบุไว้ก็ต้องก็ต้องให้ศาลใช้ดุลยพินิจให้ตามสมควร  แต่ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล  ศาลก็จะเป็นผู้กำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ตามสมควรเช่นกัน “ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา  หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปาการะเลี้ยงดู หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ  ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใด หรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้  ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี (ป.พ.พ. มาตรา 1598/38)

อย่างไรก็ตามมี คำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับหนึ่งพิพากษาว่า  “เมื่อจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูบุตร  โดยจำเลยยอมจ่าค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าเล่าเรียนตลอดจนอุปกรณ์การเรียนกับค่ารักษาพยาบาลบุตรให้โจทก์ตามสัญญาแล้ว  จำเลยจะนำเหตุที่ว่ามีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรภริยา (คนใหม่) และมีหนี้สินมาอ้างเพื่อปัดความรัผิดตามสัญญาหาได้ไม่  (คำพิพากษาฎีกาที่ 1753/2520)

ทรัพย์สิน กิ๊ก

     7. เรื่องทรัพย์สิน   

นอกจากนั้น  สามีภรรยาก็จะต้องตกลงกันในเรื่องทรัพย์สินว่าจะแบ่งสันปัน ส่วน กันอย่างไร   ซึ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยานั้นกฎหมายบัญญัติไว้ว่า “ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา นอกจากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรส” (ป.พ.พ. มาตรา 1470) และ

สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน 

(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส

(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอบส่วนตัว  เตรื่องแต่งกาย  หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ  หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

(4) ที่เป็นของหมั้น”  ( ป.พ.พ. มาตรา 1471)   และ

สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่ตู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

(2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรม หรือโดยการให้เป็นหนังสือ  เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสามรส

(3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่  ให้เป็นสันนิษฐานก่อนว่าเป็นสินสมรส ( ป.พ.พ.มาตรา 1474)

ฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือแยกสินส่วนตัวออกก่อน  และค่อยมาดูว่าสินสมรสมีอะไรบ้างจะแบ่งอย่างไรได้บ้าง  แล้วจึงนำมาแบ่งออกเป็นสองส่วนหรือตามที่ตกลงกัน  แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้การแบ่งกันคนละครึ่งก็จะเป็นข้อตกลงที่ดูจะยุติธรรมดี  “เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน” (ป.พ.พ. มาตรา 1533)  และการแบ่งสินสมรสนั้นไม่ใช่ว่าจะดูแต่เพียงว่าทรัพย์สินนั้นอยู่ในชื่อของใคร  เช่น บ้านและที่ดิน  หรือเงินฝากธนาคาร ฯลฯ จดทะเบียนอยู่ในชื่อสามี  ในขณะที่ซื้อบ้านและที่ดินมาหรือในขณะที่นำเงินไปฝากธนาคาร  ถ้าลักษณะของทรัพย์สินเป็นสินสมรส  คือได้มาในขณะที่สมรสอยู่ด้วยกัน ภรรยาก็สามารถแบ่งสินสมรสนั้นได้  แต่ในทำนองกลับกันต้องนึกไว้ด้วยว่าสามีก็มีสิทธิที่จะเรียกจากภรรยาในทำนองนี้ด้วยเช่นกัน นอกจาก นั้น กฎหมายยังบัญญัติต่อไปอีกว่า “สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี  จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี  จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่กฎหมายบังคับว่า การจำหน่ายนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยก็ดี  จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี  ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533  และถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งสินสมรสไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะได้  ให้คู่สมรสฝ่ายที่ได้จำหน่ายหรือจงใจทำลายสินสมรสนั้นชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัว”  (ป.พ.พ. มาตรา 1534)  ฉะนั้น ก่อนจะฟ้องหย่าต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่าเมื่อฟ้องแล้วเรากลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือไม่

       8. เรียกร้องอะไรจากสามีได้อีกบ้าง

เมื่อดูแลเรื่องการแบ่งสินสมรสแล้ว  ก็ต้องพิจารณาต่อว่า  ภรรยาจะสามารถเรียกร้องอะไรจากสามีได้อีกบ้าง  เช่น ค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการระเลี้ยงดูบุตร ค่าทดแทน  เป็นต้น

เมื่อครั้งยังดีกันอยู่โดยอยู่กินฉันสามีภรรยาตามปกติ  สามีอาจเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยภรรยาไม่ได้ทำงานหรือทำงานแต่เพียงเล็กน้อย  ครั้นต้องหย่าขาดจากกัน  น้ำต้มพักที่เคยหวานก็เปลี่ยนไปเป็นขม  ฐานะการกินอยู่ ก็อาจแตกต่างกันออกไป แล้วภรรยาจะเรียกร้องอะไรได้บ้าง  ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า  “ในคดีหย่า  ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดผ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว  และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง  เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส  อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้  ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้  โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ และฐานะของผู้รับ…” (ป.พ.พ. มาตรา 1526)  จึงเห็นได้ว่าภรรยามีสิทธิ์เรียกร้องค่าเลี้ยงชีพ  แต่จะสามารถเรียกร้องได้แค่ไหนเพียงใด  ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป โดยอยู่ที่จะทำความตกลงทำสัญญาหย่ากันได้เพียงใด  หรืออยู่ที่คู่กรณีจะนำข้อเท็จจริงไปเสนอศาลได้เพียงใด   นอกจากนั้น หากทำการหย่าเรียบร้อยแล้ว  ภรรยาได้ทำการสมรสใหม่สิทธิที่จะได้รับค่าเลี้ยงชีพจากสามีเดิมต่อไปก็จะถูกระงับลง  “ถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่  สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป” (ป.พ.พ. มาตรา 1528)

       9. ค่าทดแทนจากสามี

ถ้าหย่ากันด้วยและศาลมีคำพิพากษาให้หย่าโดยอาศัยเหตุแก่การที่สามี ไปมีกิ๊ก  ภรรยาก็ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีได้อีกรูปแบบหนึ่ง  โดยถือว่าสามีเป็นฝ่ายกระทำผิด โดยกฎหมายกำหนดว่า  “เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยา และจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรืยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น” (ป.พ.พ. มาตรา1523)  ส่วนค่าทดแทนจะพิจารณาจากอะไรนั้น ให้นำความเสียหายที่ฝ่ายผู้เสียหายได้รับ  ประกอบกับสถานของคู่และฝ่ายที่เป็นผู้ก่อความเสียหายมาพิจารณา เช่นชื่อเสียงและฐานะทางสังคม  และอาชีพของคู่สมรส หรือหญิงที่มาเป็นกิ๊ก  ระยะเวลาที่ได้สมรสกันมา  รวมทั้งคู่สมรสมีบุตรด้วยกันหรือไม่  เป็นต้น

       10.ค่าทดแทนจากกิ๊ก

บุคคลอีกคนหนึ่งที่ภรรยาจะสามารถเรียกร้องในฐานกระทำผิดด้วยก็คือ ตัว “กิ๊ก” นั่นเอง  เนื่องจากกฎหมายเห็นว่าการที่สามียกย่องหญิงขึ้นมาเป็นกิ๊กนั้นทำความเสียหายให้แก่ภรรยา  โดยผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นได้ร่วมกันกระทำทั้งสองคนคือทั้งสามีและกิ๊ก  สามีนั้นรู้อยู่เต็มอกว่าตนเองกำลังกระทำการนอกใจภรรยา  ส่วนตัวกิ๊กนั้น  โดยส่วนใหญ่ก็มักจะรู้อยู่แล้วว่าชายที่ตนคบอยู่หรือไปเป็นกิ๊กนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว  แต่ก็อาศัยความสาว ความสดที่อาจจะมีมากว่าภรรยาที่บ้าน ออดอ้อนเพื่อให้ได้เงิน ได้สิ่งของ หรือได้รับการเอาอกเอาใจจากฝ่ายสามี  ดังนั้น กฎหมายจึงให้กิ๊กต้องรับผิดชอบในความเสียหายด้วย โดยบัญญัติว่า “เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยา และจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรืยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น” (ป.พ.พ. มาตรา 1523)  ส่วนจะเรียกได้เท่าใดเพียงใดก็จะเช่นเดียวกับการเรียกร้องจากสามีดังได้กล่าวแล้วในข้อ 9. ข้างต้น

ในเรื่องการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากกิ๊กนั้น  เคยมีปัญหาว่า สามีภรรยาจะต้องหย่ากันก่อนหรือไม่  ซึ่งเคยมีคำพิพากษาฎีกาพิพากษาว่า “ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ไม่มีเงื่อนไขว่าภริยาต้องฟ้องหย่าสามีเสียก่อนจะจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิง (กิ๊ก) นั้นได้ ภรรยาจึงมีอำนาจฟ้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2940/2538  และคำพิพากษาฎีกาที่ 2791/2542)

ส่วนพฤติกรรมของกิ๊กจะเป็นอย่างไรนั้น  มีคำพิพากษาฎีกาที่อธิบายไว้ค่อนข้างดี คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 6558/2542 ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่า  “การที่จำเลยกับ ป. สามีโจทก์พักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันในท้องที่ย่านชุมชน  โดยเปิดเผยและมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาจนมีบุตรด้วยกัน  โดยบุตรก็ใช้นามสกุล ของ ป. ด้วยนั้น  เป็นพฤติการณ์ที่แสดงโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับ ป.ในทำนองชู้สาวแล้ว  โดยไม่จำเป็นต้องออกงานสังคมร่วมกับ ป. แต่อย่างใด  ตามปกติภริยาย่อมต้องรักใคร่หวงแหนมิให้สามีไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น  เว้นแต่จะมีเหตุผลพิเศษอย่างยิ่ง โจทก์มีความรักและหวงแหน ป. ผู้เป็นสามีถึงกับต้องย้ายจากจังหวัดนครศรีธรรมราชติดตามมาอยู่กับ ป. ที่จังหวัดจันทบุรีและยังไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของ ป. ให้ว่ากล่าวตักเตือน ป. ให้ยุติความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยด้วย  ไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลหรือพฤติการณ์พิเศษอย่างใดที่โจทก์มีความจำเป็นต้องยินยอมให้จำเลยมาเป็นภริยาของ ป. อีกคนหนึ่ง เมื่อจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับ ป. ในทำนองชู้สาวโดยโจทก์มิได้ยินยอมเช่นนี้  โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง  ค่าทดแทนที่ภริยาเรียกจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวนั้น  พิจารณาจากความเสียหายที่ภริยาพึงได้รับ  พฤติการณ์แห่งคดีและสภานะของคู่สมรสเป็นหลัก  โจทก์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบอาชีพรับราชการนับว่าเป็นผู้มีเกียรติฐานะในวงสังคม  โจทก์กับ ป. สมรสกันมานานถึง 10 ปี  มีบุตรด้วยกัน 1 คน  สถานะของครอบครัวมีความมั่นคงบริบูรณ์  การกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว”

      11. หากมีการจดทะเบียนซ้อน

อย่างไรก็ตาม  หากการที่สามีไปมีกิ๊กนั้นเลยเถิดไปถึงกับไปจดทะเบียนสมรสกับกิ๊กด้วยก็จะกลายเป็นการจดทะเบียนซ้อนซึ่งเป็นความผิดอาญา เกี่ยวกับการปกครอง หรือความผิดต่อเจ้าพนักงานที่มีบทลงโทษทางอาญาด้วย โดยถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  เป็นการเข้าไปแทรกแซงครอบครัวอื่น  ซึ่งอาจก่อนให้เกิดความร้าวฉานขึ้นในครอบครัวนั้น ๆ  การจะทะเบียนสมรสซ้อนจึงเป็นโมฆะ  ซึ่งภรรยาในครอบครัวแรกจะเรียกร้องในทางแพ่งได้แล้ว  ยังอาจฟ้องให้มีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิดหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

 

บทส่งท้าย

สำหรับบทส่งท้ายสำหรับบทความนี้  ผมขอพูดถึงภาระหนี้สินของสามีภริยา  ซึ่งในกรณีไม่ใช่เป็นสิ่งที่ภรรยาจะเรียกร้องจากสามีจากกิ๊ก  แต่เป็นเรื่องของหน้าที่และความรับผิดชอบของสามีภรรยาจะต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ของตน  ซึ่งเป็นไปได้ว่าเมื่อสามีภรรยาได้ใช้ชีวิตร่วมกัน  ก็อาจจะไปก่อหนี้สินขึ้นเพื่อนำมาเป็นต้นทุนในการดำรงชีพอยู่  ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหนี้สินนั้นได้ก่อขึ้นในขณะที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา  ทั้งสองฝ่ายก็ต้องรับผิดร่วมกัน  และเมื่อหย่ากันก็ต้องมีความรับผิดร่วมกันเหมือนเดิม  “เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง  ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับด้วยกันตามส่วนเท่ากัน” (ป.พ.พ. มาตรา 1535)

 

 

One thought on “ทะแนะ ตอน สามีมี กิ๊ก (หรือนอกใจ) ผู้เป็นภรรยาตัวจริงต้องทำอย่างไร ?

  1. Pingback: ทะแนะ ตอน ต้นไม้รุกล้ำ ปัญหาคลาสสิกในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับบ้าน

Comments are closed.