ทะแนะ – ศักดิ์ของกฎหมาย คืออะไร มีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร

ศักดิ์ของกฎหมาย คือ

กฎหมายคืออะไร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า  กฎที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น  หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ  เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ  เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม  หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ

ฉะนั้น กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ คำสั่ง หรือ ข้อบังคับกติกาของรัฐ  หรือประกาศ ที่ใช้ควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้ยึดถือปฏิบัติ  หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิด  และได้รับโทษหรือสภาพบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งตาที่กำหนดไว้

บทความที่เกี่ยวข้อง

จากความหมายของคำว่า “กฎหมาย” ที่กล่าวข้างต้น  หากสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่า  กฎหมายนั้นมีที่มาจากรัฐ หรือจากสถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ  แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย  หรือพยายามเป็นประเทศประชาธิปไตย  ซึ่งเราแปลความไว้ว่าอำนาจประชาธิปไตย  ของเราแบ่งออกเป็นสามส่วน  คือ อำนาจนิติบัญญัติ  อำนาจบริหาร  และอำนาจตุลาการ ซึ่งแบ่งกันอย่างชัดเจน 

อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจในการออกกฎหมาย  โดยผ่านทางรัฐสภา  ที่ได้รับการคัดเลือกมาจากประชาชนของประเทศ   ซึ่งในบางครั้งอาจมีสภาเดียว หรือ สองสภา คือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา  ขึ้นอยู่กับว่า ผู้มีอำนาจในขณะนั้นต้องการอย่างไร

อำนาจบริหาร  เป็นอำนาจของผู้มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นอำนาจในการที่จะบริหารประเทศให้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นและดีที่สุด  โดยอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ฝ่ายบริหารจะอาศัยแต่อำนาจที่จากกฎหมายที่ได้ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติแต่เพียงฝ่ายเดียว  ก็อาจไม่เพียงพอ  เนื่องจากในการเสนอร่างกฎหมายให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการนั้นมีขั้นตอนที่ต้องยึดถือปฏิบัติพอสมควร  ฉะนั้น เมื่อมีความจำเป็นและเหมาะสม  เช่น ในกรณีฉุกเฉิน เมื่อประเทศเกิดภาวะสงคราม  หรือมีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้นในประเทศ  จึงต้องให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจออกกฎหมายได้เท่าที่จำเป็น  ส่วนจะออกมาในรูปใด เช่น  พระราชกำหนด  ระเบียบ คำสั่ง ฯลฯ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

อำนาจตุลาการ  เป็นอำนาจในการใช้กฎหมายเท่าที่มีอยู่ในประเทศไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร มาพิจารณาตัดสินคดีความที่อาจมีขึ้น ทั้งที่เป็นคดีระหว่างเอกชนด้วยกันเอง หรือเอกชนกับรัฐ  และรวมถึงหน่วยงานของรัฐที่อาจมีข้อพิพาทกัน  ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยเพื่อให้ผู้พิพากษามีความชำนาญเฉพาะด้านมากขึ้นประกอบกับเพื่อความสะดวกของประชาชน  ประเทศไทยจึงมีศาลที่จะพิจารณาคดีหลายหน่วยงาน เช่น  ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลรัฐธรรมนูญ  ศาลปกครอง  ศาลคดีล้มละลาย ฯลฯ อย่างไรก็ตาม  โดยปกติผู้พิพากษาจะต้องพิจารณาคดีโดยอาศัยกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่  แต่ในบางกรณี ซึ่งอาจะเป็นไปได้ว่า ในขณะนั้นไม่มีกฎหมายในเรื่องนั้นบัญญัติอยู่เลย  กฎหมายของไทยก็ยังให้อำนาจพิจารณาคดีได้ โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า 

“ กฎหมายนั้น  ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ 

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเทณีแห่งท้องถิ่น  ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย  ให้วินิจฉัยตามหลักกำหมายทั่วไป”

นอกจากนั้น  ในบางประเทศที่ใช้หลักกฎหมาย common law เช่นประเทศอังกฤษ หรือ สหรัฐอเมริกา  ก็นำสิ่งที่มิได้กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร มาเป็นกฎหมายได้ เช่น จารีตประเพณี  หรือคำพิพากษาในคดีเดิม ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีได้  ซึ่งน่าจะสรุปได้ว่า ในบางครั้งกฎหมายมิจำเป็นต้องมีที่มาจากอำนาจนิติบัญญัติ หรือ อำนาจบริหารเสมอไป

ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายสามารถแบ่งแยกออกได้เป็นหลายประเภท  และการแบ่งประเภทนั้นก็อาจขึ้นอยู่กับวิธีหรือกรรมวิธีในการแบ่งแยก  เช่น  อาจแบ่งแยกออกเป็นกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร  กับกฎหมายที่มิได้เป็นลายลักษณ์อักษร   ส่วนอีกวิธีหนึ่งอาจกแบ่งแยกออกเป็น  กฎหมายมหาชน  กฎหมายเอกชน  และ กฎหมายระหว่างประเทศ

กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการตราขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการผ่านหรือร่างโดยรัฐสภา  หรือร่างโดยรัฐบาล แล้วเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างแน่ชัด  ซึ่งใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศ เช่นประเทศไทย  ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ  ส่วนกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็เป็นกฎหมายที่ถือเอา จารีตประเพณี ที่เป็นที่ยอมรับและรู้กันโดยทั่วไปมาเป็นกฎหมายด้วย  และมักใช้กับประเทศที่ใช้ระบบ  common law เช่น  ประเทศอังกฤษ หรือ สหรัฐอเมริกา  เป็นต้น

ส่วนการแบ่งแยกอีกประเภทหนึ่ง  ได้แบ่งไว้เป็น 3 ประเภท คือ 

  1. กฎหมายมหาชน  คือกฎหมายที่ได้บัญญัติถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ กับ เอกชน  เป็นกฎหมายที่บอกว่า รัฐ สามารถดำเนินการกับเอกชนอย่างไรได้บ้าง  หรือเอกชนมีหน้าที่ต่อรัฐอย่างไรบ้าง เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ  กฎหมายอาญา  กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฯลฯ
  2. กฎหมายเอกชน  คือกฎหมายที่ได้บัญญัติถึง  ความสัมพันธ์ระหว่าง เอกชน กับ เอกชน  ในฐานะเท่าเทียมกัน  เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  3. กฎหมายระหว่างประเทศ  คือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต่อประเทศ  หรือ รัฐต่อ รัฐ

ศักดิ์ของกฎหมายคืออะไร

ศักดิ์ของกฎหมาย หมายถึง ลำดับชั้นของกฏหมายที่มีความแตกต่างกัน  โดยขึ้นอยู่กับความสำคัญของกฎหมาย  ซึ่งเท่าที่ทราบ  ศักดิ์ของกฎหมาย เป็นแนวคิดของนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส  ที่กำหนดชั้นระหว่างกฎหมายประเภทต่างๆ  และทำให้ผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีศักดิ์ศรีด้อยกว่า ไม่สามารถออกกฎหมายที่ละเมิดหรือขัดแย้งกฎหมายที่มีศักดิ์ศรีสูงกว่า  ซึ่งในกฎหมายไทยก็ยอมรับหลักการดังกล่าวมาใช้  โดยใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ว่า “ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้  บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้”  และในมาตรา 7 บัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีได้  ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

นอกจากรัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทยแล้ว ศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย สามารถแบ่งได้เป็นหลายลำดับ  แล้วแต่ว่านักกฎหมายแต่ละท่าน หรือตำราแต่ละเล่มจะเขียนไว้อย่างไร  แต่ก็พอสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้

ศักดิ์ของกฎหมาย

รูปจาก https://dla.wu.ac.th/th/archives/589

  1. รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้  บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
  2. พระราชบัญญัติ หรือ ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายที่ได้ร่างขึ้น หรือ ตราขึ้นโดยรัฐสภา หรือฝ่ายนิติบัญญัติ
  3. พระราชกำหนด   เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นพระมหากษัตริย์  ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี  ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ  เพื่อใช้ในกรณีจำเป็นรีบด่วน หรือเรื่องที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ  ความปลอดภัยของประเทศ  แต่ต้องนำเสนอต่อรัฐสภาโดยเร็ว
  4. พระราชกฤษฎีกา   เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี  เพื่อกำหนดรายละเอียดตามพระราชบัญญัติที่กำหนดไว้ 
  5. กฎกระทรวง   เป็นกฎหมายที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ตราขึ้นโดยผ่านคณะรัฐมนตรี  เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด
  6. ข้อบังคับ หรือ ข้อบัญญัติ   เป็นกฎหมายขององค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น กรุงเทพมหานคร  เทศบาล   เป็นต้น
  7. ประกาศ  คำสั่ง เฉพาะที่เป็นกฎหมายเฉพาะกิจ เช่น พระบรมราชโองการ  ประกาศคณะปฏิวัติ  คำสั่งหน่วยงานราชการ เป็นต้น

ประโยชน์การจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย

ประโยชน์ในเบื้องต้นของศักดิ์ของกฎหมาย ก็เพื่อใช้ในการเริ่มต้นจัดทำร่างกฎหมาย  โดยดูว่ากฎหมายประเภทใดมีระดับอยู่ที่ชั้นใด  และใครหรือหน่วยงานใดควรจะเป็นผู้ยกร่างกฎหมายฉบับนั้น ๆ เช่น ถ้าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมาก  ก็ควรจะให้ออกโดยรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการออกกฎหมาย  หรือถ้าเป็นความจำเป็นในการบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศประสพกับภาวะฉุกเฉิน  ฝ่ายบริหารก็สามารถร่างกฎหมายออกมาใช้ได้ เช่น  ออกเป็นพระราชกำหนด  แต่เมื่อนำออกมาใช้แล้วก็ต้องรีบนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการออกกฎหมายและ เป็นตัวแทนของประชาชน ได้พิจารณาโดยเร็ว

อนึ่ง  เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า  ถ้ากฎหมายฉบับแม่ หรือกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า  ต้องถูกยกเลิก  จะส่งผลให้กฎหมายลูก หรือกฎหมายที่ออกตามความในอำนาจของกฎหมายฉบับแม่ ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

  สวัสดีครับ 

   ทะแนะ

บทความที่น่าสนใจ