มรดกของพระ เมื่อสึก เมื่อมรณภาพ จะตกเป็นใคร ทางกฎหมาย?

มรดกของพระ ตกเป็นของใคร

มรดกของพระ จะตกเป็นของใคร เมื่อพระลาสิกขา หรือมรณภาพ เราไปหาคำตอบกันจากกฎหมายและตัวอย่างคำพิพากษาของศาลฎีกาบางคดี มาประกอบการพิจารณาและทำความเข้าใจกันครับ

“อนิจฺจา วต สงฺขารา”  เป็นคำภาษาบาลีที่  มักจะได้ยินคุ้นหูคนไทยมากอีกคำหนึ่ง เวลาไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้ตาย เช่น สวดพระอภิธรรม ตอนพระทำพิธีบังสุกุล  อนิจฺจา วต สงฺขารา”  ประกอบด้วยคำ 3 คำ คือ 

1- “อนิจฺจา” แปลว่า ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่คงที่ ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน

2- “วต” นักบาลีไทยแปลว่า “หนอ” ฝรั่งแปลว่า surely, certainly, indeed, alas ! (part of exclamation) ไทยแปลจากฝรั่งว่า แน่ละ, แน่นอน, จริงๆ, โธ่ !

3- “สงฺขารา” แปลว่า สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย, ร่างกายและจิตใจ

เมื่อรวมคำทั้งสามคำแล้ว  “อนิจฺจา วต สงฺขารา”  จึงมีความหมายว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” 

มรดกของพระ

  การที่ยกภาษาบาลีดังกล่าวมาขึ้นต้น  ก็เพื่อที่จะกล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด  ก็ตาม  ย่อมต้องพบกับความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร  แม้ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสมณเพศก็ต้องถึงแก่ความตาย (มรณภาพ) ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า  และเมื่อตายแล้วทรัพย์สินของพระภิกษุนั้น ก็จะตกเป็นกองมรดก  ซึ่งจะมีทายาทมาเป็นผู้รับมรดก  แต่ใครจะเป็นทายาทของพระภิกษุนั้น  มีกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับมรดกของพระภิกษุ กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สามมาตราด้วยกันคือ 

บทความที่เกี่ยวข้อง

มรดกของพระ – ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สามมาตรา

มาตรา  1622 พระภิกษุนั้น  จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้  เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754

แต่พระภิกษุนั้น  อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้

“มาตรา 1623 ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มา ในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น  เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม”  

มาตรา 1624  ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่  และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น  หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายได้”  

กฎหมายทั่วไปเรื่องมรดก

กฎหมายทั่วไปเรื่องมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

แต่ก่อนที่จะพูดถึงมรดกของพระภิกษุ  ขอกล่าวถึงบททั่วไปในกฎหมายที่กล่าวถึงเรื่องมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้

มาตรา  1599 เมื่อบุคคลใดตาย  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

มาตรา  1602 เมื่อบุคคลต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62  แห่งประมวลกฎหมายนี้ (ผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ)  มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

มาตรา  1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาท โดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม

ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า “ทายาทโดยธรรม”

ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม”

จากกฎหมายทั้งสามมาตราดังกล่าวข้างต้น  กฎหมายยังระบุถึงบุคคลธรรมดาที่จะเป็นทายาทไว้ในมาตรา 1604 ว่า “บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคล หรือสามารถมีสิทธิได้ตามมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้  ให้ถือว่าเด็กที่เกิดมารอดอยู่ภายในสามร้อยสิบวันนับแต่ เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้น เป็นทารกในครรภ์มารดาอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

จากกฎหมายมาตรานี้ แสดงให้เห็นว่าทารกในครรภ์มารดาก็มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายได้

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาเรื่องมรดกของพระภิกษุ  โดยเฉพาะมาตรา 1623 ข้างต้น ก็น่าจะต้องพิจารณาคำว่า “พระภิกษุ”  เป็นเบื้องต้นว่าหมายถึงใครบ้าง  ซึ่งเมื่อเทียบจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ที่ให้ความหมายของคำว่า “พระ” หมายถึง คำใช้แทนชื่อเรียก ภิกษุสงฆ์ เช่น วัดนี้มีพระกี่องค์  ส่วนคำว่า “ภิกษุ” หมายถึง ชายที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา  ฉะนั้น เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว คำว่า “พระภิกษุ”  จึงน่าจะหมายถึงเฉพาะพระภิกษุในพุทธศาสนาเท่านั้น  ไม่รวมถึงนักบวชในศาสนาอื่น  แต่ทั้งนี้น่าจะรวมถึงพระภิกษุในพุทธศาสนาไม่ว่าจะอยู่ในนิกายใด  เช่น มหานิกาย ธรรมยุติกนิกาย มหายาน หรือหินยานก็ตาม  แต่ไม่น่าจะรวมไปถึงภิกษุณี  ซึ่งยังไม่มีกฎหมายรองรับ

ส่วนทรัพย์สินที่จะตกเป็นมรดกนั้น ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ต้องเป็นทรัพย์สินที่พระภิกษุที่มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ  และทรัพย์สินของพระภิกษุในส่วนที่เป็นมรดกนั้น  ต้องตกแก่วัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น  เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม  ซึ่งที่มาของบทบัญญัติดังกล่าว มาจากกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าของไทย โดย พระไอยการลักษณมรดก บทที่ 36 บัญญัติว่า “ภิกษุจุติจากอาตมภาพแลคหัถจะปันเอาทรัพย์มรดกนั้นมิได้ เหตุว่าเขาเจตนาทำบุญให้แก่เจ้าภิกษุ เป็นของอยู่ในอารามท่านแล้ว ถ้าเจ้าภิกษุอุทิศไว้ให้ทานแก่คหัถๆ จึ่งรับทานท่านได้
อนึ่ง ถ้าคหัถมรณภาพ บิดาหรือมารดา ญาติพี่น้องลูกหลานเปนเจ้าภิกษุอยู่ในสิกฃาบทแล้ว จะปันเอาทรัพย์มรดกคหัถนั้นมิได้ เหตุว่าเป็นบุตรพระเจ้าแล้ว ถ้าคหัถผู้มรณภาพนั้นอุทิศไว้ ถวายสวิญาณกะทรัพยและวิญาณกะทรัพยแก่เจ้าภิกษุผู้เปนญาตพิ่น้องลูกหลาน จึ่งรับเอาทรัพยทังนั้นเป็นของเจ้าภิกษุได้ ถ้าเจ้าภิกษุจุติจากอาตมภาพ ทรัพยนั้นคงเป็นของในอาราม ผู้ใดจะว่ากล่าวเอา ท่านว่าหามิได้เลย” 

กฎหมาย มรดกของพระ

จากบทบัญญัติของกฎหมายตราสามดวงข้างต้น  สามารถที่จะตีความได้เป็น 3 ประการ  ดังนี้   

  1. บทที่ 36 วรรคหนึ่ง แปลความหมายได้ว่า “พระภิกษุมรณภาพแล้ว ฆราวาส ซึ่งเป็นทายาท ไม่อาจขอแบ่งปันทรัพย์มรดกได้”  ซึ่งอาจเทียบได้กับมาตรา 1623 ในปัจจุบันนั่นเอง เหตุผลเป็นเพราะว่า ทรัพย์ที่พระภิกษุได้มาระหว่างอุปสมบทนั้น ผู้ให้ “มีเจตนาทำบุญแก่ภิกษุนั้น ทั้งให้เป็นสมบัติแก่วัดนั่นเอง  แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า “ถ้าภิกษุอุทิศไว้ให้ทานแก่ฆราวาส…” กล่าวคือ ภิกษุนั้นมีเจตนายกทรัพย์ที่ตนได้รับมาให้กับฆราวาสนั้น ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับข้อยกเว้นในมาตรา 1623 ในปัจจุบันนั่นเอง (จำหน่ายไประหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม)
  2.   บทที่ 36 วรรคสอง แปลความหมายได้ว่า “ถ้าบุคคลซึ่งเป็นฆราวาสผู้ใดถึงแก่ความตาย ทายาทซึ่งเป็นพระภิกษุจะขอปันทรัพย์มรดกนั้นมิได้” ซึ่งอาจเทียบได้กับมาตรา 1622 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ กรณีภิกษุจะสละสมณเพศออกมาขอปันทรัพย์มรดกนั้น แม้ไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงตามบทที่ 36 วรรคสอง โดยมีเหตุผลว่า “เป็นบุตรพระเจ้าแล้ว” กล่าวคือ ภิกษุเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมแสดงออกชัดว่าสละทรัพย์สมบัติทั้งปวง หากภิกษุนั้นมาขอปันทรัพย์มรดก ก็จะกลายเป็นการแสวงหาทรัพย์สมบัติ  จึงไม่ควรได้รับมรดกจากฆราวาสอีก โดยมีข้อยกเว้น ว่า “ถ้าเจ้ามรดกนั้นอุทิศถวายทรัพย์มีวิญญาณ และทรัพย์ไม่มีวิญญาณแก่ภิกษุผู้เป็นญาติพี่น้องลูกหลาน….” กล่าวคือ เจ้ามรดก (ฆราวาส) นั้นมีเจตนาอุทิศถวายทรัพย์ (หลังตาย)ให้ภิกษุผู้เป็นทายาทนั้นโดยตรง ทั้งนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2452 (ร.ศ.128) ตัดสินว่า “การอุทิศทรัพย์ถวายวัดต่อเมื่อตายแล้ว อุทิศโดยมีพินัยกรรมจึงจะสำเร็จความประสงค์ได้” ด้วยเหตุนี้ จึงตีความข้อยกเว้นได้ว่าเป็นกรณี เจ้ามรดกทำพินัยกรรมเอาไว้ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับมาตรา 1622 วรรคสองนั่นเอง (ไม่ห้ามภิกษุเป็นผู้รับพินัยกรรม)

อย่างไรก็ดี บทที่ 36 วรรคสองตอนท้ายระบุว่า “ถ้าภิกษุมรณภาพ ทรัพย์นั้นคงเป็นของในอาราม…” ตรงนี้ สอดคล้องกับบทที่ 36 วรรคแรก คือ ต้องนับเป็นทรัพย์ที่ภิกษุได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ ถ้าภิกษุมรณภาพ ย่อมตกเป็นสมบัติแก่วัดอยู่นั่นเอง (สอดคล้องกับมาตรา 1623 ด้วย)

*สวิญาณกะทรัพย = ทรัพย์มีวิญญาณหรือมีชีวิตอวิญาณกะทรัพย = ทรัพย์ไม่มีวิญญาณ หรือไม่มีชีวิตเป็นศัพท์กฎหมายเก่าซึ่งปัจจุบันไม่มีใช้แล้ว

ข้อสังเกตพิเศษ เกี่ยวกับ มรดกของพระ

  1. พระไอยการลักษณมรดก บทที่ 36 ไม่ได้ ระบุชัดเจนว่า ทรัพย์ของพระภิกษุที่จะตกเป็นสมบัติแก่วัด ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาขณะอยู่ในสมณเพศหรือไม่ ทั้งนี้ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2453 (ร.ศ.129) ตัดสินไว้ว่า “พระภิกษุมรณภาพ มีทรัพย์ส่วนตัวฝากไว้กับญาติ หาได้เอาทรัพย์นั้นมาไว้ในพระอารามไม่ ญาติของพระภิกษุรับมรดกได้” จึงมีการตีความว่า ทรัพย์ที่จะตกเป็นสมบัติของวัด คือ “ทรัพย์ที่อยู่ในพระอาราม” หรือ ทรัพย์สินภายในวัดเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน มาตรา 1623 และ 1624 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นทรัพย์ของพระภิกษุ “ขณะอยู่ในสมณเพศเท่านั้น”  แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์ที่อยู่ในพระอารามเท่านั้น
  2. พระไอยการลักษณมรดก บทที่ 36 ไม่ใช้ บังคับกับ สามเณร แต่อย่างใด ** โดยผลของบทที่ 37 ** ดังนั้น สามเณรมีสิทธิรับมรดก และเป็นเจ้ามรดกเองได้ ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะไม่มีการบัญญัติเอาไว้อย่างชัดแจ้งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตามแต่เราสามารถอาศัยการตีความกฎหมายเข้าช่วยได้ว่า มาตรา 1622 และ 1623 เป็นบทจำกัดสิทธิ ต้องตีความอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ จะตีความรวมสามเณรว่าเป็นพระภิกษุหาได้ไม่ นั่นเอง

    หมายเหตุ ข้อความข้างต้นได้คัดลอกเนื้อหาบางส่วนจาก 
  • หนังสือ 200 ปี กฎหมายตราสามดวง โดยศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา,  
  • หนังสือตำรา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยและระบบกฎหมายหลัก (LW103) ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย โดย รศ.กำธร กำประเสริฐ
  • ตำรา กฎหมายมรฎก โดย หลวงรามบัญชา (เซี้ยง สุวงศ์)
  •  หนังสือคำอธิบายลักษณมรฎก โดย พระยาพิจารณาปฤชามาตย์ (สุหร่าย วัชราภัย)
  •  หนังสือคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มฤดก โดย พระบริรักษ์นิติเกษตร (หรั่ง นิมิหุต)

อย่างไรก็ตาม  จากกฎหมายตราสามดวงนี้เอง  เป็นรากฐานที่กฎหมายในปัจจุบันกำหนดว่ามรดกของพระภิกษุที่จะตกแก่วัดนั้น  จะต้องเป็นวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น  ซึ่งก็หมายความว่า  วัดที่จะรับมรดกของพระภิกษุได้ต้องเป็นวัดที่พระภิกษุนั้นจำวัด หรือพำนักอาศัยอยู่เท่านั้น (มาตรา 17 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา  ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ”)

อนึ่ง  นอกจากมรดกของพระภิกษุจะตกแก่วัดดังกล่าวแล้ว  กฎหมายยังได้ระบุอีกถ้าพระภิกษุได้รับทรัพย์สินใด ๆ มาก่อนที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ทรัพย์สินนั้นจะไม่ตกเป็นสมบัติของวัด  แต่ให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของพระภิกษุนั้น หรือพระภิกษุนั้นจะจำหน่ายด้วยการใด ๆ ตามกฎหมายก็ได้  ดังที่ระบุไว้ในมาตรา 1624 ข้างต้น  ซึ่งเหตุผลในเรื่องนี้ก็น่าจะถือว่าทรัพย์สินที่ได้มาก่อนอุปสมบทนั้น  มิใช่ทรัพย์สินที่ประชาชนมุ่งถวายให้เป็นของพระศาสนาจึงให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของส่วนตัวของพระภิกษุหรือบุคคลนั้น

อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากคำสอนของพระพุทธศาสนา มุ่งจะให้พุทธศาสนิกชนหลุดพ้นไปจากวัฏสงสาร  ด้วยการละกิเลสทั้งปวง  ฉะนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนากฎหมายไทยจึงกำหนดไม่ให้พระภิกษุจะไปใช้สิทธิ์เรียกร้องทรัพย์มรดกใด ๆ แม้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นจะเป็นมรดกที่ควรเป็นสิทธิของพระภิกษุนั้น เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศเสียก่อน  โดยมีข้อยกเว้นไว้ว่า  ถ้าเจ้ามรดกจะได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกส่วนใดให้ท่านเป็นผู้รับพินัยกรรมดังที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 1622 ข้างต้น  

ตัวอย่างคำพิพากษาของศาลฎีกาบางคดี เกี่ยวกับ มรดกของพระ

เพื่อประกอบการพิจารณาในเรื่องมรดกของพระภิกษุ ขอยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลฎีกาบางคดี  มาเพื่อประกอบการพิจารณาและทำความเข้าใจ ดังนี้

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  273 – 274/2475  ถ้าพระภิกษุได้รับที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาก่อนบวช  แต่พึ่งมาโอนใส่ชื่อเมื่อบวชแล้ว  ที่ดินนั้นไม่เป็นของวัด
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2484  โจทก์เป็นพระภิกษุฟ้องว่า  ได้รับมรดกที่ดินพิพาทมาจากบิดา  บัดนี้ จำเลยบุกรุกเข้าทำนา ขอให้ขับไล่  จำเลยตัดฟ้องว่า  โจทก์เป็นพระภิกษุฟ้องเรียกมรดกโดยไม่สึกเสียก่อนไม่ชอบด้วยมาตรา 1622  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ได้รับที่ดินครอบครองเป็นเจ้าของมาก่อนแล้ว  จึงฟ้องจำเลยผู้บุกรุก  ไม่ใช่เรื่องทายาทฟฟ้องเรียกมรดกของผู้ตาย  โจทก์ไม่จำต้องสึกก็ฟ้องจำเลยได้  พิพากษาให้ขับไล่จำเลย
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  903/2536   แม้พระภิกษุ ช. จะได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินที่เช่าซื้อมาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศก็ตาม  แต่พระภิกษุ ช. ได้เช่าซื้อและได้ชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนแล้ว ก่อนที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุ  ซึ่งหากผู้ให้เช่าซื้อไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้  พระภิกษุ ช. ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อโอนที่ดินได้  อันเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่พระภิกษุ ช. มีก่อนที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุ  จึงต้องถือว่าพระภิกษุ.ได้ที่ดินมาแล้วก่อนที่จะบวชเป็นพระภิกษุ  การจดทะเบียนการได้มาในภายหลัง เป็นแต่เพียงทำให้การได้มาบริบูรณ์ตากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 1299 วรรคแรกเท่านั้น  ฉะนั้นเมื่อที่ดินมิใช่ทรัพย์สินที่พระภิกษุ ช. ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ  จึงไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ตามมาตรา 1623  หากแต่เป็นทรัพย์มรดกได้แก่บรรดาทายาทของพระภิกษุ ช.
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1265/2495  พระภิกษุถึงมรณภาพในขณะที่เป็นพระภิกษุอยู่  โดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ใคร  มรดกของพระภิกษุนั้นย่อมตกได้แก่วัดที่พระภิกษุนั้นอยู่  แม้ทายาทจะครอบครองที่ดินมรดกของพระภิกษุนั้นเกิน 10 ปี นับแต่วันมรณภาพ  ทายาทนั้นก็จะเอาที่ดินมรดกนั้นไม่ได้  เพราะที่ดินมรดกนั้นเป็นของวัดจะใช้อายุความ 10 ปี วัดให้เสียสิทธิหาได้ไม่
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  406/2510   เจ้ามรดกมีบุตร 6 คน  คนหนึ่งบวชเป็นพระภิกษุก่อนเจ้ามรดกตายมาเป็นเวลา 20 ปี  ไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดก  คงมีแต่โจทก์ จำเลยและทายาทอื่นครอบครองร่วมกัน  แล้วฟ้องขอแบ่งมรดกกัน  ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ให้แบ่งมรดกออกเป็น 5 ส่วน  ให้โจทก์ จำเลยและทายาทอื่นรวม 5 คน คนละส่วน  ตามฎีกาที่ทายาทที่เป็นพระภิกษุ ไม่ได้ส่วนแบ่ง  เพราะไม่ได้สึกออกมาเรียกร้อง
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่  564/2536   หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุ  ใบมรณบัตร  ใบแต่งตั้งเป็นพระครู  คำขอรับมรดกของมรดกของมารดา  และบัญชีเงินฝากต่าง ๆ ระบุว่าผู้ตายอยู่วัดผู้ร้อง  แสดงว่าผู้ตายถือเอาวัดผู้ร้องเป็นสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ  ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ  จึงตกเป็นสมบัติของวัด
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2538   ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พระภิกษุนำเงินส่วนตัวออกให้บุคคลกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ย พระภิกษุก็เป็นบุคคล  ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายทั้งการให้ กู้ยืมเงินเป็นการสงเคราะห์ผู้เดือดร้อนได้ทางหนึ่ง  การที่โจทก์ซึ่งเป็นพระภิกษุให้จำเลยที่1กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน  โจทก์ย่อมมีสิทธินำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยที่1ได้
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 439/2479   พระภิกษุถึงแก่มรณภาพโดยไม่มีพินัยกรรม  ก่อนที่มรดกจะตกเป็นของวัด  จะต้องใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของผู้มรณภาพเสียให้สิ้นเชิงก่อน เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องชำระหนี้จากผู้ถือทรัพย์ของผู้ตายซึ่งมิใช่ทายาทผู้ตายเกินกว่าจำนวนเงินราคาทรัพย์ที่ผู้นั้นยึดถือไว้ 

ทะแนะ

ขอบคุณรูปจาก Free Stock Photos, Royalty Free Stock Images & Copyright Free Pictures · Pexels

บทความที่น่าสนใจ

One thought on “มรดกของพระ เมื่อสึก เมื่อมรณภาพ จะตกเป็นใคร ทางกฎหมาย?

  1. Pingback: Best Choice มรดก พระ Update 2022 - Charoenmotorcycles.com

Comments are closed.