บัตรประจำตัวประชาชน นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมคนไทยทุกคนต้องทำบัตรประชาชน

บัตรประชาชน (Resident Identity Card) หรือเรียกเต็มๆว่า บัตรประจำตัวประชาชน

ในปัจจุบันนี้สิ่งหนึ่งที่เราต้องมีติดตัวอยู่เสมอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำมาหากินกันใหญ่อยู่ในตัวเมือง  ซึ่งนอกจากจะมีโทรศัพท์มือถือแล้ว  ยังต้องมี บัตรประชาชน (Thai National ID Card) ) หรือเรียกเต็มๆว่า บัตรประจำตัวประชาชนไว้ติดตัวอีกด้วย จะทำธุรกรรมใดๆไม่ว่าจะเป็นการการผูกบัญชีพร้อมเพย์  หรือโครงการต่างๆ เช่น เราชนะ , เราไม่ทิ้งกัน ล้วนแล้วต้องใช้บัตรประชาชนในการดำเนินการทั้งสิ้น 

แต่ถ้าถามว่าเรารู้จัก บัตรประจำตัวประชาชน ของเรามากเพียงใดนั้น  เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักบัตรประจำตัวประชาชนที่เรายึดถือไว้เพียงพอก็ได้  ฉะนั้น  เรามารู้จักกับ บัตรประชาชน ของเราบ้างเถอะครับ

ที่มาที่ไปของ บัตรประชาชน

ข้อ 1. บัตรประจำตัวประชาชนของประเทศไทยกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2486 สมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยบัตรประชาชน พ.ศ. 2486  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแสดงตน ใช้พิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลในการติดต่อราชการ การขอรับบริการหรือสวัสดิการในด้านต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐรวมทั้งใช้ประกอบการทำธุรกรรมต่างๆ ทำนิติกรรม ฯลฯ เช่น การสมัครงาน การขอเปิดบัญชีเพื่อทำธุรกรรมกับธนาคาร การโอนอสังหาริมทรัพย์/อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น  ซึ่งต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2526 สมัยรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีการปรับปรุงและตรา พระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นในปี พ.ศ. 2554 สมัยรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ  

ข้อ 2. เดิมทีเดียวกฎหมายกำหนดให้ประชาชนเริ่มทำบัตรประจำตัวประชาชน ตั้ง แต่อายุ 16 ปีเป็นต้นไป แต่ต่อมาครั้งสุดท้าย ในปีพ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้ประชาชนเริ่มทำบัตรประชาชน ตั้งแต่อายุ 7 ปี จนถึง 70 ปี  ซึ่งในขณะที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลในการแก้ไขว่า “เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทย ทุกคนต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไว้ใช้แสดงตนเพื่อประโยชน์ในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการการออกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อประโยชน์ของ ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการดังกล่าวและสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

ข้อ 3. ผู้ที่จะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนนั้น  กฎหมายกำหนดว่า

3.1 ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย

3.2 มีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปจนถึง 70 ปีบริบูรณ์

3.3 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

(กำหนดในมาตรา 5 ของ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526)  ซึ่งมีข้อที่น่าสังเกตว่ากฎหมายใช้คำว่า “ต้อง” มีบัตรประจำตัวประชาชน  ซึ่งแสดงว่าเป็นภาคบังคับว่าทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายต้องมี  ฉะนั้น มาตรา 6 ของพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 จึงระบุว่า

“ผู้ซึ่งต้องมีบัตรตามมาตรา 5 ให้ยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในกำหนด 60 วันนับแต่

(1) วันที่อายุครบเจ็ดปีบริบูรณ์

(2) วันที่ได้สัญชาติไทย  สำหรับผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด หรือได้กลับคืนสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ

(3) วันที่นายทะเบียนเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

(4) วันที่พ้นสภาพจากการได้รับการยกเว้น”

อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีอายุครบ 7 ปีบริบูรณ์จึงต้องยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน  โดยการยื่นคำขอมีบัตรหรือขอเปลี่ยนบัตรของผู้ที่มีอายุไม่ถึงสิบห้าปี  ให้เป็นหน้าที่ของบิดามารดาหรือบุคคลซึ่งรับดูและผู้นั้นอยู่เป็นผู้ขอ แต่ไม่เป็นการตัดสิทธิบุคคลนี้ที่จะยื่นคำขอด้วยตนเอง  ส่วนผู้สูงอายุนั้น หากบัตรยังไม่หมดอายุในวันที่ผู้ถือบัตรมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์  ให้ใช้บัตรนั้นต่อไปได้ตลอดชีวิต  แต่หากผู้สูงอายุเกิน 70 ปี จะขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ก็ให้ขอได้

ในกรณีที่บัตรหมดอายุลง ผู้ถือบัตรต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ต่อพนักงานเจ้าที่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ

ข้อ 4. บุคคลดังต่อไปนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน

(1) สมเด็จพระบรมราชินี

(2) พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป

(3) ภิกษุ  สามเณร  นักพรตและนักบวช

(4) ผู้มีกายพิการเดินไม่ได้  หรือเป็นใบ้  หรือตาบอดทั้งสองข้าง  หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(5) ผู้อยู่ในที่คุมขังโดยชอบด้วยกฎหมาย

(6) บุคคลซึ่งกำลังศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ  และไม่สามารถยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้

(กฎกระทรวง ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548)

ข้อ 5. ในบัตรประจำตัวประชาชนต้องมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้น ข้อ 5 ของ กฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ระบุว่า

ในบัตรให้มีรายการและรายละเอียดของรายการในบัตรดังต่อไปนี้

(1) คำว่า “บัตรประจำตัวประชาชน”

(2) รูปถ่ายของผู้ถือบัตร

(3) เลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร

(4) ชื่อตัวและชื่อสกุลของผู้ถือบัตร

(5) วันเดือนปีเกิดของผู้ถือบัตร

(6) ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้ถือบัตรในขณะยื่นคำขอ

(7) วันออกบัตร

(8) วันบัตรหมดอายุ

(9) ลายมือชื่อหรือคราลายมือชื่อ และตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงานออบัตร

(10) รายการศาสนาหรือนิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนาของผู้ถือบัตร  โดยจะมีหรือไม่ก็ได้

ข้อ 6. อนึ่ง เลขประจำตัวประชาชนที่ระบุในบัตร ได้ทำเป็นรหัสตัวเลข  โดยทำเป็นตัวเลข 13 หลัก ดังนี้ 1  2345  67890  12  3    และตัวเลขแต่ละตัว  ก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป  

ที่มาที่ไปของตัวเลข บนบัตรประชาชน

บัตรประชาชน เลข 13 ตัว ความหมาย

ตัวเลขหลักที่ 1

หมายถึงประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 9 ประเภท ได้แก่

ประเภทที่ 1  คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา คือ

คนที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527  ซึ่งเป็นวันแรกที่กรมการปกครอง ประกาศให้ประชาชนทุกคนต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เป็นต้นไป  (อนึ่ง ปัจจุบัน พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 กำหนดให้เด็กอายุครบ 7 ปี ต้องยื่นคำขอมีบัตรประชาชนครั้งแรก ภายใน 60 วัน   คำนำหน้าชื่อบนบัตรของเด็กอายุ 7-14 ปี ยังคงเป็น ด.ช. หรือ ด.ญ. ตามเดิม)

ประเภทที่ 2 คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แต่เป็นการแจ้งเกิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด คือเกิน 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด    เมื่อไปแจ้งภายหลัง  ผู้นั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 

ประเภทที่ 3 คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 

ประเภทที่ 4 คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ใด ๆ ในประเทศไทย ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527

 ประเภทที่ 5 คือคนไทยที่ตกสำรวจ และได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านหรือกรณีอื่น ๆ   เช่น คนที่ถือ 2 สัญชาติ  เป็นต้น

ประเภทที่ 6 คือผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว  แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา หรือคนต่างด้าวที่มีคู่สมรสเป็นคนไทย 

ประเภทที่ 7 คือบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย 

ประเภทที่ 8 คือคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้ใช้สัญชาติไทยตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไปจนถึงปัจจุบัน

คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 7 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 ที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น โดยจะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ ส่วนบุคคลประเภทที่ 8 ที่ได้รับสัญชาติไทยจะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้

อย่างไรก็ตาม  บางตำราอ้างว่าบุคคลตามกฎหมายบัตรประจำตัวประชาชน แบ่งออกเป็น 9 ประเภท   

ประเภทที่ 9 หมายถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ไม่มีสัญชาติและยังไม่ได้รับการให้สัญชาติไทย  ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว

ตัวเลขหลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5

หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่ผู้ถือบัตรมีชื่ออยู่  โดยหมายเลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่  และหมายเลขหลักที่ 4 และ 5 จะหมายถึงเขตหรืออำเภอของจังหวัดนั้น ๆ 

ตัวเลขหลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10

หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าวก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเองแต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

ตัวเลขหลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12

หมายถึงลำดับที่ของบุคคล

ตัวเลขหลักที่ 13

ตัวเลขหลักที่ 13 เป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก   ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมีสูตรเฉพาะในการคำนวณ

ข้อ 7. นอกจากรายละเอียดที่กล่าวข้างต้นแล้ว  กฎหมายยังได้บัญญัติเพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคตด้วยว่า  “บัตรนอกจากจะมีรายการตามที่กำหนดไว้ข้างต้นแล้ว  จะมีหน่วยความจำเพื่อบันทึกข้อมูลอื่นของผู้ถือบัตรด้วยก็ได้  แต่ข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำดังกล่าวต้องไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งมิใช้เป็นผู้จัดทำหรือรวบรวมข้อมูลนั้นได้  เว้นแต่เป็นข้อมูลทั่วไปที่ปรากฏอยู่บนบัตร  หรือเป็นการเปิดเผยต่อหน่วยงานที่มีความจำเป็นต้อทราบข้อมูลนั้นเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของผู้ถือบัตร  โดยได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรหรือเพื่อประโยชน์ของรัฐ  หรือเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” (มาตรา 7/1)  แต่ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้อาจถูกเปิดเผยได้ ถ้าผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจะขอตรวจหลักฐานรายการหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับบัตร  และจะขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถ่ายเอกสารหรือคัดและรับรองสำเนาด้วยก็ได้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”

ในขณะเดียวกันกฎหมายก็ได้บัญญัติความผิดของผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้ ไว้ว่า  “ผู้ใดเข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำตามมาตรา 7/1 อันมิใช่ข้อมูลทั่วไปที่ปรากฏอยู่บนบัตรตามมาตรา 7 โดยมิได้รับความบินยอมจากผู้ถือบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  เว้นแต่เป็นการเข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยตามมาตรา 10 หรือตามคำสั่งศาล  หรือเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้นในการปฏิบัติหน้าที่”

ปัจจุบันทางราชการได้ออกบัตรประจำตัวประชาชน ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ออกใช้แล้ว  ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า “บัตรประจำตัวประชาชนเอนกประสงค์” หรือ “บัตรสมาร์ทการ์ด” (smart card)  โดยบัตรประเภทนี้จะมีลักษณะแตกต่างจากบัตรประจำตัวประชาชนทุกรุ่นที่เคยนำออกมาใช้  คือ ตัวบัตรจะทำด้วยพลาสติกชนิดพิเศษ  มีความแข็งแรงทนทาน  รายการในบัตรจะมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษกำกับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสากล  และประการที่สำคัญคือมี ไอ ซี ชิพ (I C Chip) เพื่อจัดเก็บข้อมูลของผู้ถือบัตรจากหน่วยงานของรัฐ หลาย ๆ แห่ง ที่กำลังพัฒนาการเชื่อมโยงกับบัตรประจำตัวประชาชน  เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับประวัติของเด็ก  สภากาชาดไทย ซึ่งจะใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของผู้บริจาคอวัยวะ พร้อมทั้งลายนิ้วมือของผู้ถือบัตรไว้ด้วย เพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคลในการขอรับบริการต่าง ๆ จากหน่วยงานของรัฐ และเอกชน  ซึ่งหากหน่วยงานของรัฐได้พัฒนาเทคโนโลยี และนำข้อมูลมารวมบรรจุไว้ใน ไอ ซี ชิพ (I C Chip) และพัฒนาเครื่องอ่าน ไอ ซี ชิพ (I C Chip) ดังกล่าวให้แพร่หลายไปหลายแห่งเพื่อให้สามารถบริการได้อย่างแพร่หลาย  ก็จะทำให้ผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนได้รับประโยชน์และความสะดวกยิ่งขึ้น

ข้อ 8. ความผิดที่เกี่ยวข้องกับบัตรประจำตัวประชาชน

8.1 การไม่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ภายในกำหนดที่กฎหมาย กำหนดสำหรับผู้มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

8.2 ผู้ที่ยื่นขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยไม่มีสัญชาติไทย  โดยการแสดงหลักฐานเท็จหรือปกปิดข้อความจริง  มีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

8.3 ผู้ที่ปลอมบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ  มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

8.4 ผู้ที่ใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทน ที่เกิดจากการกระทำผิดดังกล่าวข้างต้นต้องระวางโทษเช่นเดียวผู้กระทำความผิด

8.5 ผู้ใดยินยอมให้ผู้อื่นนำบัตร หรือใบรับใบแทนใบรับของตนไปใช้ในทางทุจริต  มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่สองห้าพันบาทถึงหกหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

8.6 ผู้ซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป  ไม่สามารถแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ  เมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอตรวจ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  เป็นเพียงรายละเอียดโดยสังเขปของบัตรประจำตัวประชาชน  ซึ่งคาดว่ากระทรวงมหาดไทยที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ  จะพัฒนาให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น  และแพร่หลายคลอบคลุมไปกว้างไกลขึ้น  ก็จะเป็นประโยชน์แก่ภาครัฐเองและประชาชนโดยทั่วไปด้วย

ทะแนะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความน่าสนใจ

One thought on “บัตรประจำตัวประชาชน นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมคนไทยทุกคนต้องทำบัตรประชาชน

  1. Pingback: คำแนะนำนัก ปั่นจักรยาน ก่อนออกตัวสู่สนาม เตรียมจักรยาน เตรียมร่างกาย

Comments are closed.