ชื่อสกุลหญิง

ชื่อสกุลหญิง

นามสกุล หรือ “ชื่อสกุล” เป็นสิ่งที่บอกว่า  บุคคลผู้ถูกเรียกขานนั้น  มาจากตระกูลใด  มีเทือกเขาเหล่ากอมาจากที่ใด  ซึ่งแต่เดิมคนไทยไม่ได้มีนามสกุล  จะมีก็แต่เพียงชื่อตัว ซี่งใช้เรียกกันเท่านั้น  เช่น นางจัน  นางเล็ก  หรือนางแก้ว  เป็นต้น   แต่ต่อมาเพื่อให้ “มีบัญญัตวิธีการจดฐะเบียร  คนเกิด  คนตาย และทำงานสมรส  ให้เป็นการมั่นคงชัดเจนสืบไป  และวิธีจดฐะเบียร  อันนี้ย่อมอาศรัย  สอบสวนตำหนิรูปพรรณ บุคคน และเทือกเถาเหล่ากอสืบมาแต่บิดามารดาใด  ให้ได้ความแม่นยำก่อนจึงจะทำได้”  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)  จึงพระราชทานพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้น  เมื่อปี พ.ศ. 2456  ซึ่งในขณะนั้น ในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติว่า  “หญิงได้ทำการสมรสมีสามีแล้ว  ให้ใช้ชื่อสกุลของสามี  แลคงใช้ชื่อตัวแลชื่อสกุลของตนเองได้”  จึงเป็นอันว่าหญิงที่มีสัญชาติได้  ก็เริ่มใช้นามสกุลหรือชื่อสกุลอย่างจริงจัง มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา

ต่อมา เมื่อวิวัฒนาการทางสังคมในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น  วัฒนธรรมตะวันตกได้เข้าแผ่ขยายในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสิทธิของเสรีภาพของสตรี  ทำให้หญิงที่มีสัญชาติไทยมีความเสมอภาคกับชาย  โดยประเทศไทยได้ตรากฎหมายรัฐธรรมนูญ รับรองว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย  มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงเท่าเทียมกัน ……… “

ฉะนั้น  ในปัจจุบัน  หญิงไทยมีสิทธิเสรีภาพในการใช้นามสกุลมากขึ้น  เนื่องจากกระแสสิทธิและเสรีภาพ  ประกอบกับความเสมอภาพของชายและหญิงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  หญิงไทยจึงสามารถเลือกใช้นามสกุลของสามีหรือของตัวเองได้เช่นเดิม

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 มาตรา 27 บัญญัติ “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย  มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

ชายและหญิงเท่าเทียมกัน

การเลือกปฏิบัติ  โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล  ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด  เชื้อชาติ  ภาษา  เพศ  อายุ  ความพิการ  สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล  ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม  ความเชื่อทางศาสนา  การศึกษาอบรม  หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  หรือเหตุอื่นใด  จะกระทำมิได้

………………………….. “ 

ฉะนั้น  ในปัจจุบันหญิงจึงมีสิทธิที่ใช้ ชื่อสกุล หรือนามสกุลได้อย่างสมบูรณ์ ตามหลักเกณฑ์และ ขั้นตอน ดังนี้

ก. เมื่อเกิดเป็นทารก หรือเป็นผู้เยาว์  ทารกหญิงคนนั้นมีสิทธิที่ใช้นามสกุลของบิดา หรือมารดาตามความเหมาะสม  ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  1561 บัญญัติรับรองไว้ว่า  “ บุตรมี สิทธิใช้นามสกุลของบิดา 

ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฏ  บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดา  “

ข. ต่อมาเมื่อหญิงนั้นเจริญเติบโตขึ้น และได้เข้าสู่การสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมาย  หญิงนั้นก็มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของสามี หรือจะใช้นามสกุลเดิมของตนเองก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 12 ซึ่งบัญญัติว่า “คู่สมรสมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ตกลงกันหรือ ต่างฝ่ายต่างใช้ชื่อสกุลเดิมของตน

ค. แต่ถ้าต่อมาหลังจากนั้น  การสมรสของหญิง  อาจล้มเหลว หรือจำต้องสิ้นสุดลง  ไม่ว่าจะด้วยการหย่าขาดจากกัน  หรือเหตุใดก็ตาม  หญิงนั้นต้องกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน  ตามพระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 13  ซึ่งระบุว่า “เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส  ให้ฝ่ายซึ่งใช้สกุลของอีกฝ่ายหนึ่งกลับไปชื่อสกุลเดิมของตน”  

อนึ่ง นอกจากเรื่องชื่อสกุลหรือนามสกุลของหญิงแล้ว  กฎหมายไทยได้รับรองอิสสระและเสรีภาพของหญิงไทยอย่างมาก และรับรองความเสมอภาคให้เท่าเทียมกับชาย  โดย พระราชบัญญัติ คำนำหน้านามหญิง  พ.ศ. 2550  ได้กำหนดให้หญิงซึ่งอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส  ให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นางสาว” ส่วนหญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว จะใช้คำนำหน้าว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ  โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครองครัว

จากที่กล่าวมาข้างต้น  จะเห็นได้ถึงวิวัฒนาการของกฎหมายไทยว่า  ได้ยกมาตรฐานขึ้นสู่สากลที่ให้อิสสระและเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มที่  สมดังที่ได้รับรองไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  แม้ว่าจะมีภาพบังคับว่าให้เป็นสิทธิหรือหน้าที่ ของฝ่ายใดที่จะต้องปฏิบัติแต่ก็เปิดโอกาสให้สามารถทำความตกลงกันได้