ทะแนะ ตอน ต้นไม้รุกล้ำ ปัญหาคลาสสิกในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับบ้าน

ต้นไม้รุกล้ำ

ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยสำหรับคนเมือง  ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนกรุงเทพฯ เท่านั้น  แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน ทุกๆภูมิภาค   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พักอาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์ตามโครงการต่าง ๆ ที่ปลูกขาย  ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถกีดขวางทาง  ต้นไม้  กิ่งไม้รุกล้ำเข้าไปข้างบ้าน  หรือล้ำเข้ามาในบ้านหรือที่ดินของเรา  หรือแม้กระทั่งสิ่งปลูกสร้าง เช่น กันสาด รุกล้ำเข้าไปในบ้านอื่น เป็นต้น   แต่ในวันนี้ขอพูดถึงเฉพาะกรณีของ ต้นไม้รุกล้ำ เข้ามาในที่ดินของเราเท่านั้น

ข้อเท็จจริง  

ผู้ถามไปซื้อบ้านจากโครงการแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี  ในตอนแรกที่เข้าไปอยู่ทุกอย่างก็ดูเรียบร้อยดี  เนื่องจากบ้านด้านข้าง หลังหนึ่งเป็นบ้านว่าง  ยังไม่มีผู้อยู่อาศัย  แต่ก็มีการตกแต่งดูแลอย่างดี  ซึ่งทราบต่อมาในภายหลังว่าเป็นบ้านที่เจ้าของโครงการยังไม่ได้ขาย หรือยังขายไม่ได้  และบ้านหลังนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดแห่งปัญหาในเรื่องนี้  เนื่องจาก ด้านข้างของบ้านดังกล่าวเป็นรั้วและอยู่ติดกับบ้านของผู้ถาม  เจ้าของโครงการได้ปลูกต้นไผ่  ซึ่งนับวันแต่จะเติบโต และมีกิ่งก้านลูกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ถาม  ประกอบกับมีใบไผ่หลุดร่วงเข้ามาในเขตบ้านของผู้ถามอยู่มากมายและเป็นประจำ  ทั้งนี้ ผู้ถามก็ได้พยายามพูดคุยและเตือนให้เจ้าของโครงการหรือเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่เป็นผู้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแล้ว  แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และมีลักษณะการรับฟังเป็นไปแบบขอไปที  รับปากว่าจะตัดหรือจัดการให้เรียบร้อย ก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง  และดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะทำ   ผู้ถามในฐานะผู้ที่ต้องได้รับความเดือดร้อนรำคาญจึงขอถามว่าปัญหาเช่นนี้ผู้ถามจะทำอย่างไรได้บ้าง  และมีข้อกฎหมายใดที่เกี่ยวข้องบ้าง

กฎหมายเกี่ยวกับบ้าน ต้นไม้รุกล้ำ

ตอบ 

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ขอสรุปและตอบปัญหาเป็นข้อ ๆ ดังนี้

ข้อ 1. ก่อนอื่นขอพูดถึงเรื่องแดนกรรมสิทธิ์ก่อน   แดนกรรมสิทธิ์คือ พื้นที่เหนือพื้นดินและใต้พื้นดินลงไป  ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีสิทธิ์ที่จะใช้สอย หรือทำประโยชน์ใด ๆ ได้  เช่นสร้างตึก  สร้างบ้าน  ปลูกต้นไม้  ฯลฯ  แต่แน่นอนว่าการจะใช้สิทธิ์นั้น  ผู้ใช้ต้องมีกรรมสิทธิ์บนที่ดินผืนนั้นก่อน และการใช้สิทธิ์ก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่ไปขัดต่อกฎหมายอื่น  เช่น พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ.2514 หรือ พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497  เป็นต้น

ข้อ 2. ฉะนั้นการที่เจ้าของโครงการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินข้างเคียงติดกับที่ดินของผู้ถาม  เจ้าของจึงมีสิทธิ์ที่จะปลูกต้นไผ่ในที่ดินของเขาได้  แต่การใช้สิทธิปลุกต้นไม้บนที่ดินของเขา ก็ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไป คือใช้สิทธิ์โดยสุจริต ไม่ไปรุกล้ำก่อกวน ทำความเสียหาย หรือทำความรำคาญให้แก่ ที่ดินของบุคคลลื่น

ข้อ 3. ในขณะเดียวกัน  เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินข้างเคียง หรือผู้ถามก็ย่อมจะมีสิทธิ์ที่จะใช้แดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเองเช่นกัน  ซึ่งการใช้สิทธิ์ในที่ดินของตนเองนี้ก็รวมถึงการป้องกันมิให้บุคคลใดมาก่อกวน ล้ำเขตแดน หรือก่อความรำคาญให้แก่สิทธิ์ในที่ดินของตนเองด้วย  ฉะนั้น เมื่อต้นไม้ของที่ดินข้างเคียงยื่นกิ่งก้านสาขาเข้ามา หรือมีใบไม้หล่นร่วงมากมายเป็นประจำ ผู้ถามก็ย่อมต้องมีสิทธิ์ที่จะป้องกันหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด  ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์    (ป.พ.พ.) มาตรา 1347 บัญญัติว่า “เจ้าของที่ดินอาจตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้เสีย ถ้ากิ่งไม้ยื่นล้ำเข้ามา  เมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรแล้ว  แต่ผู้นั้นไม่ตัด  ท่านว่าเจ้าของที่ดินตัดเอาเสียได้

ข้อ 4. จาก ป.พ.พ.มาตรา 1347 ดังกล่าวข้างต้น  จะเห็นได้ว่า เจ้าของหรือผู้ถามมีสิทธิ์ที่จะตัดรากหรือกิ่งไม้ที่ยื่นเข้ามาในเขตบ้านหรือที่ดินของผู้ถามได้   แต่ทั้งนี้ก็มีเงื่อนไขว่า  ผู้ถามจะต้องบอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อ เพื่อให้เขาตัดหรือแก้ไขภายในระยะเวลาอันสมควร  แต่เขาไม่ตัดผู้ถามจึงจะตัดได้   ทั้งนี้  ขอตั้งเป็นข้อสังเกตว่า กฎหมายใช้เพียงคำว่า “บอก” เท่านั้น  มิได้พูดถึงวิธีการบอกว่าต้องดำเนินการอย่างไร จะต้องเป็นหนังสือหรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว  เพื่อมิให้เป็นข้อถกเถียงกันในภายหน้าว่าผู้ถามได้บอกแล้วหรือยัง   และเพื่อเป็นหลักฐานที่แน่ชัด และสามารถนำมาใช้ได้ในอนาคต  เพราะถ้าเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา  ฝ่ายผู้รุกล้ำก็คงต้องแจ้งว่าฝ่ายผู้ถามยังไม่ได้ “บอก”   จึงน่าจะบอกด้วยวาจาแล้วมีหนังสือตามไปในเวลาใกล้เคียง  หรืออาศัยความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น ในขณะที่ไปบอกหรือไปพูดคุยเรื่อง ต้นไม่รุกล้ำ ก็ถ่ายวีดิโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน  หรือจะเพียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้ลูก ๆ หรือคนในบ้านถ่ายเป็นคลิปเก็บไว้  ก็จะสามารถนำไปแสดงเป็นหลักฐานหากจำเป็นถึงขั้นฟ้องคดีได้

นอกจากนั้น  โปรดสังเกตว่า กฎหมายใช้คำว่า “ให้ตัดภายในเวลาอันสมควร” ซึ่งมิได้ระบุให้แน่ชัดว่าต้องเป็นกี่วัน   จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายผู้ถามจะต้องจะต้องอาศัยการคาดคะเนดูว่า อย่างไรหรือแค่ไหนเพียงใดจะเป็นเวลาอันสมควร  เช่น  ถ้าผู้ครอบครองที่ดินข้างเคียงเป็นมนุษย์เงินเดือน  ก็อาจจะรอให้ผ่านวันหยุดราชการไปก่อน เผื่อว่าฝ่ายเขาจะมีเวลาว่ามาตัดต้นไม้ที่รุกล้ำได้  หรืออาจจะคาดคะเนจากขนาดของต้นไม้  ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่อาจจะต้องให้เวลาเขาไปจ้างคนมาตัด  และที่สำคัญภาพถ่ายหรือ คลิปที่เราจะถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ  ก็ควรหาวิธีให้มี วันเดือนปี และเวลา ปรากฏอยู่ด้วย  เนื่องจากจะเป็นหลักฐานว่ผู้ถามได้บอกเขาเมื่อใด  และให้เวลาพอสมควรหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตในประเด็นสุดท้ายจึงอยู่ที่ว่า  เมื่อฝ่ายผู้ถามได้บอกและให้เวลาพอสมควรแล้ว  ต้องมีข้อเท็จจริงว่าฝ่ายผู้ครอบครองที่ดินเพิกเฉย  ไม่ตัดกิ่งไม้ที่รุกล้ำหรือไม่ทำอะไรเลย  ฝ่ายผู้ถามจึงจะตัดกิ่งไม้ส่วนที่รุกล้ำเข้ามาได้เอง  และคงต้องทำความเข้าใจว่ากิ่งไม้ส่วนที่ตัดนั้น น่าจะเฉพาะส่วนที่รุกล้ำเขามาในเขตของผู้ถามเท่านั้น  มิได้หมายความว่าผู้ถามจะปีนข้ามรั้วไปตัดในส่วนของเขา  มิฉะนั้น อาจจะกลายเป็นว่า ผู้ถามเป็นฝ่ายที่กระทำความผิดฐานบุกรุกหรือทำให้เสียทรัพย์เสียเอง

ข้อ 5. ปัญหาต่อมาก็คือว่า  ถ้าฝ่ายผู้ครอบครองที่ดินไม่ยอมตัดกิ่งไม้ที่รุกล้ำ หรือไม่แก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ฝ่ายเรา  เช่น  ไม่ทำอะไรเลย  หรือเพียงแต่ริดกิ่งไผ่ลงเล็กน้อย  และในที่สุดใบไผ่ กิ่งไผ่ก็โตขึ้นและรุกล้ำ หรือร่วงลงมาก่อความรำคาญให้แก่ฝ่ายผู้ถามเหมือนเช่นเดิม  เช่นนี้  ฝ่ายผู้ผู้ถามจะทำอย่างไรได้บ้าง

ปัญหาลักษณะนี้ไม่มีกฎหมายระบุไว้ชัดแจ้ง  แต่ก็น่าจะนำกฎหมายลักษณะทั่วไปในเรื่องละเมิดมาปรับใช้ได้  โดยถือว่าฝ่ายผู้ครอบครองที่ดินนั้นเป็นฝ่ายที่กระทำละเมิดต่อแดนกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้ถาม  ซึ่งฝ่ายผู้ถามน่าจะมีสิทธิที่จะปกป้องสิทธิของตนเอง  รวมถึงการให้รื้อถอนต้นไผ่ หรือต้นไม้ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดข้อพิพาทออกไปจากแนวรั้วได้  ทั้งนี้  ต้องดูข้อเท็จจริงและความเหมะสม อย่างละเอียดในการที่จะบังคับให้ฝ่ายผู้ครอบครองที่ดินดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตามหากผู้ถามได้เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไปจากการตัดต้นไม้  เช่น ต้องจ้างคนมาตัด ก็สามารถเรียกค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจากผู้ครอบครองที่ดินข้างเคียงได้

ข้อ 6. อนึ่ง  ไม่มีกฎหมายที่จะบุไว้แน่ชัดว่า  เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจะต้องปลูกต้นไม้ห่างจากแนวเขตกี่เมตร  ซึ่งแตกต่างจากสิ่งปลูกสร้างในแต่ละท้องที่จะระบุไว้ชัดแจ้งว่าจะต้องปลูกสิ่งปลูกสร้างให้ห่างจากแนวเขตกี่เมตร  ซึ่งแล้วแต่ท้องที่ ตามเทศบัญญัติของที่ดินที่ตั้งอยู่  เช่น  ต้องปลูกอาคารห่างจากแนวเขตที่ดินหรือแนวรั้วไม่น้อยกว่า 2 เมตร เป็นต้น  

ส่วนต้นไม้ที่ปลูกนั้น  ขออนุญาตยกแนวความคิดเห็น (ไม่ใช่กฎหมาย) มาประกอบการพิจารณาเป็นตัวอย่าง ดังนี้  

ก. สังเกตจาขนาดของลำต้น ขนาดของกิ่งก้านสาขา หรือการแผ่ขยายของราก  โดยใช้วิธีคาดเดาเอาว่า   เมื่อต้นไม้เติบใหญ่ขึ้นจะมีลักษณะเป็นเช่นไร  เช่นต้นจามจุรี  ต้นสน  หรือหางนำยูง ซึ่งจะมีรากชอนไชมากก็ไม่ควรปลูกใกล้บ้านหรือริมรั้ว

ข. ถ้าเป็นไม้ที่ปลูกไว้เพื่ออาศัยร่มเงา  บางตำราก็บอกว่าควรจะปลูกห่างจากบ้าน  หรือสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 5 เมตร  เพราะหากปลูกชิดอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง  กิ่งก้านก็จะทำให้ตัวอาคาร  หรือหลังคาเสียหาย

ค. ถ้าจะปลูกต้นไม้ริมรั้ว  ถ้าเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง  เช่น ต้นแก้ว  ต้นจำปี  ก็ควรจะห่างจากรั้วไม่น้อยกว่า 2 เมตร  เพราะถ้าปลูกชิดรั้วมากเกินไปจะทำให้ส่วนโครงสร้างของของรั้วเสียหาย  อาจเกิดการเอนเอียง หรือล้มลงได้

ทั้งนี้  ไม่ได้เป็นเกณฑ์ที่แน่นอนว่าจะต้องห่างจากสิ่งปลูกสร้างกี่เมตร  เพียงแต่ต้องคำนึงถึงอนาคตเมื่อต้นไม้เติบใหญ่ขึ้นเป็นหลัก

ข้อ 6. อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบผู้ครอบครองที่ดินที่ปลูกต้นไม้ เป็นเจ้าของโครงการ การเริ่มต้นเจรจา  ผู้ถามควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนว่า กรณีนี้มีนิติบุคคลเป็นผู้จัดการเรื่องในหมู่บ้านหรือไม่  ถ้าไม่มีอาจต้องไปคุยกับบริษัทที่เป็นผู้ขายที่ดินโดยตรง หรือว่าเขามีการเลี่ยงกฎหมายการจัดสรรที่ดิน  โดยใส่ชื่อบุคคลธรรมดาไว้หรือไม่  ข้อสำคัญก็คือต้องคุยให้ถูกคน อย่าคุยกับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีอำนาจ  และก่อนคุยควรต้องรวบรวมและศึกษาเอกสาร  เช่น  สัญญาซื้อขาย  ใบโฆษณาก่อนทำการซื้อขายให้ดี  เพื่อให้รู้ว่าเขาเขียนอะไรไว้ป้องกันตัวฝ่ายเขาบ้างหรือไม่  

โดยสรุป  ความเห็นส่วนตัวของผู้ตอบ  ยังเห็นว่า เนื่องจากเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง  หากไม่มีกิ่งไผ่หรือรากของต้นไผ่ หรือ ต้นไม้รุกล้ำ ข้ามาจนเกินขนาด  ก็น่าจะหาทางประนีประนอมกัน  เพื่อให้เรื่องจบไปน่าจะดีกว่าที่จะไปฟ้องร้องกันและไม่มองหน้ากันอีกเลย  ขอให้โชคดีครับ

บทความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย

ทะแนะ ตอน สามีมี กิ๊ก (หรือนอกใจ) ผู้เป็นภรรยาตัวจริงต้องทำอย่างไร ? (thatsmatter.com)

โทษทางอาญา รู้แล้วอย่าข้องเกี่ยว ห่างได้ห่าง

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

2 thoughts on “ทะแนะ ตอน ต้นไม้รุกล้ำ ปัญหาคลาสสิกในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับบ้าน

  1. Pingback: 7 ข้อดีของบ้านมือสอง ที่ช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น

  2. Pingback: บ้านมือสอง ไม่ได้แย่เสมอไป ขอแชร์วิธีการเตรียมตัวซื้อบ้านมือสอง

Comments are closed.